| |
 ข้อคิดดี ๆ "เหนือกาลเวลา"
จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่ ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี
"เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ" อ. ป๋วย อึ้งภากรณ์

| Category: | Books | | Genre: | Biographies & Memoirs | | Author: | บทสัมภาษณ์อ.สุวินัย |
'ถ้าไม่เป็นจอมดาบอันดับหนึ่ง ก็ขอตายอย่างหมาข้างถนน'
หากจะนับประเทศไทยเป็นหนังยาวสักเรื่อง "สุวินัย ภรณวลัย" ก็คงไม่ต่างไปจากตัวละครตัวหนึ่งที่ถึงแม้ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพระเอก แต่บทบาทที่เขาแสดงออกมาต่อสาธารณะในห้วงเวลาต่างกรรมต่างวาระ บางครั้งก็โดดเด่นชนิดที่สังคมทั้งสังคมต้องเหลียวมอง
ไม่ใช่ "พระเอก" ของสังคม และไม่ใช่ "ผู้ร้าย" ในหนัง แล้วเขาเป็นอะไร? คงยากนิยามได้แจ่มชัด ยังมิต้องเอ่ยถึงความสนอกสนใจตลอดจนภูมิปัญญาของเขาที่กินเนื้อที่กว้างไกลตั้งแต่เรื่องชีวิตสามัญพื้นๆ ไปจนถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณที่มุ่งสู่การหลุดพ้นจากโลกียวิสัย ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษามักจดจำสุวินัยได้ในฐานะอาจารย์ ส่วนบางคนชื่นชอบตัวตนของเขาในภาคของการเป็นนักเขียน ขณะที่อีกหลายๆ คนยังคงหลงติดอยู่กับภาพของเขาในกรณี "เปรตกู้" เมื่อหลายปีก่อนและยังคิดว่าเขาเป็นแค่ "คนบ้าๆ" คนหนึ่ง ไม่ว่าจะอย่างไรในหนังสือ "วันที่ถอดหมวก" เสกสรร ประเสริฐกุล ได้มีถ้อยคำพาดพิงถึงสุวินัยในบางย่อหน้า และเราเชื่อว่ามันสามารถอธิบายตัวตนบางด้านของเขาได้ดีพอสมควร... "ผมกับสุวินัยนับถือชอบพอกันมานาน ผมชื่นชมเขาตรงที่มีความจริงใจและจริงจังในการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ อีกทั้งยังอุทิศพลังเพื่อผดุงความเป็นธรรมทางสังคมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งสองด้านนี้ผมเห็นว่าเป็นชีวิตที่น่าสรรเสริญ แม้ในก้าวย่างของรูปธรรมจะต้องล้มลุกคลุกคลานบ้างก็ตาม" ...ในห้วงยามหลังจากงานเขียนเล่มล่าสุดของเขา "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ของสนพ.บ้านพระอาทิตย์ วางแผงได้ไม่นาน ผู้จัดการรายสัปดาห์ได้มีโอกาสพบปะสนทนาอีกวาระกับ "อาจารย์สุวินัย" ในหลากเรื่องหลายประเด็น แน่นอน บางประเด็นไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จะเป็นไรไปล่ะ ถ้าเรื่องราวดีๆ หรือความคิดดีๆ จะถูกบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก จริงไหม?...
พูดถึงงานหลักๆ ในชีวิตของ อ. ช่วงนี้มีอะไรบ้าง? มีแค่ 2 อย่าง โดยอย่างแรกเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนตนเอง ก็แล้วแต่ช่วง อย่าง 3-4 ปีมานี้ ผมให้ความสำคัญกับการฝึกสมาธิ ก่อนหน้านี้ก็หัดกู่เจิ้ง แล้วก็ฝึกเล่นหมากล้อม ส่วนนี้มันเกี่ยวข้องกับมโนภาพเกี่ยวกับชีวิตที่ผมอยากจะเป็น ชีวิตที่เราต้องเป็น หรือชีวิตที่เราสามารถได้เป็น แล้วการฝึกฝนตนเอง โดยมาตรฐานก็คือการแสวงหาความดี ความงาม และความจริง ซึ่งผมพยายามทำมาโดยตลอด และส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ "ข้างนอก" เป็นส่วนที่ผมมีเยื่อใยกับสังคม นั่นก็คือการเขียนหนังสือให้คนอ่าน
เท่าที่ติดตามอ่านงานเขียนส่วนใหญ่ของ อ.มักเกี่ยวข้องกับวิถีคิดหรือจิตวิญญาณ แม้แต่ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ที่รูปร่างหน้าตาค่อนข้างหนักไปทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ผูกโยงกับแง่มุมด้านจิตวิญญาณ?
ผมเชื่อนะว่า ถ้าไม่เปลี่ยนสภาพจิตใจก่อน มันก็เปลี่ยนแปลงการเมืองไม่ได้หรอก การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมันก็สำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงข้างในต่างหากซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หนังสือส่วนใหญ่ของผม พูดไปก็คล้ายๆ เป็นการสื่อสารกับปัจเจก อย่างคนอ่านบางคนที่อ่านหนังสือเรื่อง "ยอดคนมหาโยคะ" แล้ว ชีวิตเขาเปลี่ยนไป เขาก็มาขอบคุณผม เราก็มีความสุข ผมเขียนหนังสือคล้ายกับวาดภาพนะ เพียงแต่ว่าผมวาดออกมาเป็นตัวอักษร ผมไม่ได้หวังหรอกว่าผมจะเปลี่ยนแปลงคนได้มากมาย แค่เปลี่ยนคนได้บางคนก็พอแล้ว แต่เป็นการเปลี่ยนในระดับรากเหง้าเลย ในแง่นี้ก็เหมือนกับผลงานของศิลปินที่เปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน จริงๆ พอผ่านมาพักใหญ่ ความสนใจของผมคล้ายๆ นิทเช่นะ (เฟดริช นิทเช่ เจ้าสำนักปรัชญาอัตถิภาวนิยม) นิทเช่ในความหมายของคำว่า "เลิศมนุษย์" คือมนุษย์ผู้ประเสริฐ พูดง่ายๆ ว่าคนเราจะบรรลุศักยภาพในความประเสริฐของมนุษย์ได้อย่างไร โดยไม่ต้องบวช ทำได้ไหม ผมสนใจในแง่นี้มากกว่า คล้ายๆ กับสิทธารถะ ของเฮอร์มานน์ เฮสเส (นักเขียนชาวเยอรมนี)
อ.เคยพูดไว้ว่า "ถ้าไม่เป็นจอมดาบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ก็ขอตายอย่างหมาข้างถนน" จริงๆแล้วคนเราต้องอะไรขนาดนั้นเลยหรือ? ที่ผมพูดแบบนั้นมันเป็นเทคนิคของการ "บีบคั้นตัวเองให้เหลือทางเดียว" เพราะทำอย่างนี้ คุณจะประนีประนอมไม่ได้เลย การประนีประนอม บางครั้งมันเป็นความจอมปลอม ถ้าคุณไม่อยากเฟกหลอกตัวเองและคนอื่น คุณก็ต้องพูดแบบนี้ และคำพูดแบบนี้มันจะทำให้คุณไม่กลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับภารกิจแสวงหาความสมบูรณ์พร้อมนี่ คุณต้องขจัดความกลัวออกไปก่อน หรือถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน แต่กลัวงานของตัวเองขายไม่ออก มันก็ลดพลังของตัวเองแล้วล่ะ คือถ้าเขียนหนังสือเพียงเพื่อจะขายได้ มันก็คือการหลอกตัวเองแล้ว มันเฟก แล้วงานพวกนี้มัน "ไม่อยู่" หรอก มันอาจจะดังหวือหวาอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดมันก็อยู่ไม่ได้ เพราะคุณไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง
เรียกว่าเป็นกลยุทธ์ทำนองนั้นใช่ไหม? เรียกว่าเป็นการค้นศักยภาพดีกว่า และต้องไม่มีทางถอยให้กับตัวเอง แต่จะทำอย่างนี้ได้ คุณต้องมีความมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่งนะ แล้วมันจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่จะไม่มีวันมานั่งเสียใจในภายหลัง ในการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีประโยคหนึ่งซึ่งใช้กันบ่อยมากก็คือ ต้องไม่เสียใจในสิ่งที่กระทำลงไป คุณต้องแน่วแน่ อย่าลังเล
ตอนอายุ 19 อ.บอกว่าอยากเป็นนักปฏิวัติ? ใช่แล้ว ตอนนั้นผมก็เข้าร่วมขบวนการปฏิวัตินะ แต่พอขบวนการมันล้มลงชีวิตก็ไม่รู้จะเอายังไงต่อไป มันคล้ายกับว่าเราเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อเป็นนักปฏิวัติ แต่อยู่ดีๆมันก็มาหายไปเราก็เริ่มหาใหม่ แล้วบังเอิญผมได้ไปอ่านเรื่องมูซาชิ ผมก็เลยเลือกอันนี้เป็นที่พึ่งตั้งแต่นั้นมา
อาจารย์ชื่นชอบอะไรในตัวตนของมูซาชิ ผมว่ามูซาชิเขาครบเครื่องรอบด้านนะเป็นคนที่เก่งแบบพหุปัญญา และผมว่ามันน่าเร้าใจดี ยิ่งยุคทุกวันนี้เป็นยุคของความหลากหลาย แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะมาเจอกันในแบบคอนเวอร์เจนซ์ตามกฎเกณฑ์ของศตวรรษที่ 21 ผมสังเกตนะว่า คนที่จะ Success ได้ในทุกวันนี้ คุณต้องมีความสามารถอย่างน้อยๆ 2 อย่างผสมกัน หนึ่งอย่างมันก็เก่งได้นะ แต่ผมว่ามันไม่เต็ม มันเก่งแบบไม่เต็ม แต่นี่มันเป็นจริตผมนะ คนอื่นๆ อาจจะชอบแบบเก่งอย่างเดียวก็ได้ แต่ผมเชื่อว่ามนุษย์เรานี่มีปัญญาอยู่แปดด้านในตัวเอง บางด้านเกี่ยวกับตัวเลขคณิตศาสตร์ บางด้านเกี่ยวกับภาษา ศิลปะ ร่างกาย และในจินตภาพของผมนี่ คนเรามันต้องเก่งหลายๆด้านเพราะถ้าเก่งหลายๆด้านได้ก็เท่ากับว่าเรามี "หลายชีวิต" (พหุชีวิต) อยู่ในตัวเอง เป็นการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ยกตัวอย่างผม เกิดมามีชีวิตเดียว แต่พยายามใช้ชีวิตให้ได้ 4 แบบในคนคนเดียวกัน เป็นทั้งศิลปิน นักบวช นักปราชญ์ และนักรบ และที่สำคัญ ถ้าคนเราจะแสวงหาความเติมเต็มให้กับชีวิตในเรื่องความดี ความงาม ความจริง อย่างน้อยๆ มันต้องมี 3 ชีวิตนะ เพราะการจะหาความจริง คุณต้องใช้ชีวิตแบบนักวิทยาศาสตร์นักปราชญ์ จะหาความดีก็ต้องเป็นพระ จะหาความงามก็ต้องเป็นศิลปิน
อ.แสวงหาความดีโดยไม่ต้องบวชพระ นั่นก็แสดงว่า "รูปแบบ" ไม่ใช่เรื่องสำคัญ? ผมว่ารูปแบบสำคัญอยู่นะ แต่คุณต้องมาตีความก่อนว่า รูปแบบคืออะไร เพราะถ้าจะวัดความเป็นพระกันแค่การโกนผมห่มผ้าเหลือง แค่นี้ยังไม่พอ ความเป็นพระที่แท้จริงก็คือสภาวธรรมด้านใน สภาวะจิตด้านใน เพียงแต่จะเป็นแบบนั้นได้มันก็ต้องมีกติกา ต้องซื่อสัตย์และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือต้องมีวินัย อย่างถ้าคุณอยากเป็นนักกีฬา แต่คุณไม่เอ็กเซอร์ไซส์ก็ไม่ได้ผลดังหวัง
ถึงตอนนี้ อ.ยังอยากเป็นนักปฏิวัติอยู่หรือเปล่า? ผมไม่ต้อง "อยาก" แล้ว และการที่ผมเขียนหนังสือออกมา ผมก็ไม่ได้เรียกร้องและคาดหวังอะไรจากใคร แต่ถ้างานเขียนของผมเกิดไปโดนใจใครเข้าแล้วเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก ผมก็ถือว่าตัวเองเป็นนักปฏิวัติสำหรับคนคนนั้นแล้ว เรียกว่าเป็นการปฏิวัติทางจิตวิญาณ และผมก็เชื่อว่าการปฏิวัติที่แท้จริงคือการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคน ส่วนการที่ผมไปช่วยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ใช่เพราะว่าผมอยากเป็นนักปฏิวัติอะไรนะ แค่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ มันเป็นหน้าที่
อ.มีส่วนร่วมยังไงบ้างในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร? ไม่มีอะไรมากมาย ผมเข้าไปร่วมแค่ในฐานะของ "ผู้สังเกตการณ์" ผมไม่ได้คิดจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงใคร
แค่สังเกตการณ์เท่านั้นจริงๆหรือ? คือสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม เข้าไปช่วย แต่ผมไม่ได้เป็นลูกน้องใคร แล้วไม่ต้องตกปากรับคำสัญญากับมวลชนว่าผมจะรับใช้พ่อแม่พี่น้อง ผมไม่ต้องทำแบบนั้น และผมก็มั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำมันดีที่สุดสำหรับตัวผมเอง เพียงแต่มันไม่มี "ความอยาก" อะไร
อ.คิดว่าตัวเองก้าวมาถึงจุดที่ไม่ยินดียินร้ายต่อโลกธรรมแล้วอย่างนั้นใช่ไหม? ก็ไม่เชิงนะ ผมเพียงแค่เล่นกับมัน แต่ผมไม่ "อยาก" มันคล้ายๆกับว่าเป็นไฟในความเย็น ไม่รู้จะอธิบายยังไง เป็นความพลุ่งพล่านในความนิ่ง ตอนหนุ่มๆ เราก็พลุ่งพล่าน แต่พลุ่งพล่านแบบไม่นิ่ง ตอนนี้เราก็ยังมีไฟเหมือนกับวัยหนุ่ม แต่เราก็มีความนิ่งอยู่ด้วยในขณะเดียวกัน มันก็เลยกลายเป็นไฟในความเย็น ผมเลยไม่รู้จะเรียกว่ายังไง เหมือนมีภูเขาไฟลูกหนึ่งอยู่ในก้นทะเลท่ามกลางน้ำที่เย็นยะเยือก
ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่ อ.ให้ความสำคัญตลอดมาคืออะไร? อย่าใช้ชีวิตอย่างปานกลาง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Mediocre อย่ายอมจำนนต่อความปานกลาง อย่ามีชีวิตอย่างต่ำต้อย อย่าดูแคลนตัวเอง และต้องแสวงหาความเป็นเลิศ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ เพราะถ้าใช้ชีวิตธรรมดาๆ คุณก็จะกลายเป็นเบี้ยล่างคนเขาก็จะเหยียบย่ำคุณ คนเราไม่ควรถูกใครย่ำยี คุณต้องมีความองอาจสามารถเผชิญหน้ากับทุกสายตาได้ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใหญ่ขนาดไหน จะรวยขนาดไหน อย่าไปนิยามตัวเองด้วยความต่ำต้อย มีจินตภาพเกี่ยวกับอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ต้องนิยามตัวเอง เมื่อนิยามแล้ว ก็ต้อง Do it Now ทำทันทีเลย เขาเรียกว่า "ล่าฝัน" คิดแล้วต้องทำ แสวงหาความเป็นเลิศด้วยวิธีการที่เป็นเลิศ
วิธีการที่เป็นเลิศ คือแบบไหน? ไม่ยากเลย ถ้าคุณอยากเป็นนักฟุตบอลเก่งๆ คุณก็ต้องรู้ก่อนว่าบราซิลเขาเก่ง คุณก็ไปศึกษาดูสิว่าทำไมเขาเก่งขนาดนั้น ทำไมอาหารไทยอร่อย เราก็ต้องหาเอาสิ มันเป็นเรื่องขององค์ความรู้ ผมถึงบอกไงว่า มันต้องอ่านหนังสือ ทุกอย่างมันมีองค์ความรู้ทั้งนั้นแหละ ที่ผ่านมา มนุษย์เราส่วนใหญ่นี่อยู่กันแบบ "ไม่ตื่น" แล้วก็รับความคิดตะวันตกเข้ามา พอรับเข้ามา มันก็เลยถูกครอบงำ คนที่ถูกครอบงำนี่ ไม่สามารถหาความเป็นเลิศได้ มันเป็นทาสที่ไม่ยอมปลดปล่อยตัวเอง ไม่รู้สึกสำนึก จากประสบการณ์สอนหนังสือ ผมว่าเด็กรุ่นนี้เริ่มใจเสาะกันมากขึ้น รักสบาย แล้วไอ้ความสบายนี่มันมีราคาที่ต้องจ่าย คุณรู้มั้ย สุดท้ายมันก็ใจเสาะ ผมโตมาในยุคที่สังคมไทยมันไม่ได้มั่งคั่งขนาดนี้ ชีวิตมันดิ้นรนมากกว่า คือคุณจะล่าฝันยังไงก็ได้ แต่ไม่ใช่แค่ล่าฝันแบบอะคาเดมี่แฟนเทเชีย โลกมันมีอะไรมากกว่านั้น ผมยอมรับนะว่า โลกสมัยนี้มันเป็นโลกของการเปิดเผยตัวตน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Self Expression บางคนแปลว่า ปัจเจกนิทัศน์ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับคำแปลนี้นะ โลกนี้ใครๆ เขาก็อยากเปิดเผยตัวตน
Self Expression นี่เหมือนกับวัฒนธรรม Somebody หรือเปล่า? ไม่ใช่ๆ คำๆนี้ เขาหมายความว่า ทุกๆคนก็ล้วนอยากจะโชว์ออฟ อยากเป็นดารา ที่จริงผมไม่อยากใช้คำนี้ แต่ผู้คนยุคนี้ก็ดูเหมือนจะอยากเป็นดารากันหมด แล้วคนก็เข้าใจกันว่า ความสำเร็จของชีวิตคือคุณต้องเป็นดารา หรือซัมบอดี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องเหลวไหล พอคุณเชื่อแบบนี้ มันก็เลยเป็นที่มาของบริโภคนิยม คุณต้องแต่งตัวให้เริ่ด ใช้กระเป๋ายี่ห้อแพงๆ คุณรู้สึกว่าคุณต้องเป็นซัมบอดี้ คุณคิดว่าตัวเองมีตัวตนขึ้นมาจากการใช้สอยสิ่งเหล่านี้ คุณต้องรวย
จริงๆ แล้ว คำว่า Self Expression มีความหมายในเชิงลบใช่ไหม? ไม่เชิงนะครับ คือชีวิตที่มีลีลา มีสีสัน มันก็เป็น Self Expression แต่มันควรจะเป็น Self Expression ที่ไม่หวังผลตอบแทน เพราะถ้าคุณทำไปแบบมีสิ่งตอบแทน มันก็ทำให้คุณกลายเป็นพวกคอมเมอร์เชียล (Commercial) พอเป็นคนคอมเมอร์เชียล มันก็มีความเฟกตามมา แล้วคุณก็ตกอยู่ในบริโภคนิยม คุณก็ขายวิญญาณให้กับมัน ผลสะเทือนจากการที่คุณขายวิญญาณหรือคุณเฟกนี่ มันมากมายมหาศาล พูดง่ายๆ อย่างคุณทักษิณที่เขาพังอย่างทุกวันนี้ก็เพราะเขาอยากรวยกว่าบิล เกตส์ ผมว่าไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นก็ได้นะ แค่มีสองหมื่นล้านนี่ผมว่ามันพอแล้วนะ คุณพอได้แล้ว อันนี้ก็เป็น Self Expression แบบคุณทักษิณ แต่มันผิดไง เพราะมันขาดซึ่งปัญญาและความรัก มันไม่ได้เอื้ออาทรต่อประชาชนโดยรวมจริงๆ คุณทักษิณน่ะดูถูกมวลชนอย่างถึงที่สุด ด้วยการที่คุณเอาเงินไปฟาดหัวเขาด้วยประชานิยม คุณไม่ได้รักพวกเขาจริงๆ หรอก คุณรักคะแนนของพวกเขา นี่ล่ะ ผมแตกหักกับคุณทักษิณมากที่สุดก็เพราะเรื่องนี้ มันเป็นการแตกหักเชิงโลกทัศน์หรือปรัชญาในระดับรากเหง้าเลย แล้วใครก็ตามที่ออกมาเรียกร้องปกป้องคุณทักษิณนี้มันเหลวไหลทั้งนั้น
โดยส่วนตัว อ.มองสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ยังไงบ้าง? เราคงมิอาจไปตัดสินได้หรอก เพราะบางทีมันก็เหมือนกับหมากล้อมนั่นแหละ มันพลิกได้ตลอด ผมไม่ได้มองว่ามันจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ผมมองดูแบบภาพรวม แล้วภาพรวมนี่ วิกฤตระดับโลกมันมาแน่ และมันก็เริ่มส่อเค้าให้เห็นกันบ้างแล้ว ทั้งเรื่องซับไพรม์ เรื่องวิกฤตน้ำมัน แล้วเราก็ยังมีวิกฤตข้างใน ใช่มั้ย วิกฤตแบบนี้มันเกิดจากคนชั้นนำที่อ่อนแอ เราต้องการคนชั้นนำแบบใหม่ และผมเข้าใจว่าคนแบบนี้จะมาจากกลุ่มพลังใหม่ ซึ่งก็หมายถึงพันธมิตรฯ เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเขาชนะแล้วมันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเมืองแบบใหม่ได้นี่ มันคือชัยชนะของประเทศนี้ มันคืออนาคต แต่ถ้าเขาแพ้นะ เกิดความรุนแรง หรือครึ่งๆ กลางๆ มันก็คือชะตากรรมรวมหมู่ หรือโศกนาฏกรรมของบ้านเมืองนี้ และที่ต้องเตือนไว้ตรงนี้เลยก็คือ วิกฤตใหญ่กำลังจะมา อุปมาดั่งเราแล่นเรือไป เรือกำลังจะจมแล้ว ไต้ก๋งยังเดินเรือเร็วอีก หรือไม่ก็เอาแต่ทำครัว ไม่ได้สนใจที่จะเซฟเรือนี้เลย ผมมองไกลไปขนาดนั้นนะ ทุนนิยมก็อยู่ไม่ได้หรอก ถ้าน้ำมันขึ้นขนาดนี้ ถ้ามันขึ้นถึง 2-300 ร้อยบาทต่อลิตรล่ะ โอ้โหมันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแน่ๆ มันกระทบทั้งหมด แล้วถ้าเป็นแบบนั้น รูปแบบของเศรษฐกิจแบบใหม่มันก็ต้องเกิด ผมมองว่าระบบเศรษฐกิจแบบใหม่มันจะเป็นระบบแบบเครือข่าย เรามีพื้นฐานอยู่บนสิ่งแวดล้อมและมีชุมชนเป็นเสาหลัก
อ.มองว่าทุนนิยมจะล่มสลายในที่สุด? มันอยู่ไม่ได้หรอก กลไกราคาแบบนี้มันพังพินาศแน่ๆ เอาง่ายๆ แค่น้ำมันขึ้นขนาดนี้ คุณก็แทบตายแล้ว ถ้าเกิดมันขึ้นมาเป็นสองร้อยบาทต่อลิตรล่ะ ถามว่ามีใครอยู่ได้บ้าง ล้มละลายหมด แล้วไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้นะ ทุนนิยมเดี๋ยวนี้มันบิดเบือนไปแล้ว มันไม่ใช่ทุนนิยมสมัยมาร์ก (มาร์กซิสม์) มันกลายเป็นสิ่งที่ถูกครอบงำโดยซูเปอร์คลาส อภิชนชั้น มันอยู่ได้ด้วยการเก็งกำไร แล้วมันก็ปั่น เพราะน้ำมันนี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องดีมานด์ซัปพลายแล้วนะ เศรษฐศาสตร์มันล่มสลายไปแล้ว คุณรู้ไหม มันเป็นเรื่องของการเก็งกำไรและปั่นราคาไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น สุดท้าย ผมว่าคนจะตื่นตัว พอตื่นตัวมา มันก็ต้องล้มไอ้ซูเปอร์คลาสนี่ให้ได้ จะล้มไอ้ซูเปอร์คลาสนี่ได้ ก็ต้องถอดรื้อบริษัทข้ามชาติ ถอดรื้อตลาดเก็งกำไร คอมมูนิตี้นี้ทั้งหมด แล้วก็ตกลงกติกากันใหม่ว่า คุณจะทำเศรษฐกิจยังไงเพื่อให้ทุกคนอยู่กันได้ มีกินมีใช้ มันก็ต้องหันมาหาหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราไม่กลับมาสู่เศรษฐกิจพอเพียงนะ มันกลียุคแน่นอน ทุกวันนี้มันก็เริ่มส่อเค้าให้เห็นบ้างแล้ว เพราะพอเราเห็นแบบนี้แล้ว "หมากตัวแรกที่เราต้องโค่นให้ได้ก่อนก็คือระบอบทักษิณ" หลังจากนั้นเราจะได้มีเวลาเต็มที่ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่ กำลังจะมาถึง
*** วิถีแห่ง 'จอมคนเหนือโลก' กับ 'จอมคนพิชิตแผ่นดิน' ***
นอกเหนือไปจากศาสตร์แขนงต่างๆ เป็นที่รู้กันดีว่า อ.สุวินัยเป็นนักอ่านนิยายกำลังภายในตัวยงคนหนึ่ง และถ้าจะพูดให้ถูกยิ่งกว่าก็คือว่าเป็นนักอ่านในระดับขั้นที่ "ตกผลึก" ซึมลึกสู่เลือดเนื้อจิตวิญญาณ...
"ผมอ่านทั้งโกวเล้ง กิมย้ง แต่ที่ผมชื่นชอบที่สุดกลับเป็นหวงอี้ เพราะเขามีความแปลกใหม่ คือเขาเขียนในเชิงแอกชั่นเหมือนหนังแอกชั่น แต่ก็แฝงภูมิปัญญาที่เป็นองค์ความรู้เยอะมาก งานของหวงอี้จะมีตัวละครหลักอยู่ 2 ประเภทคือ "จอมคนพิชิตแผ่นดิน" กับ "จอมคนเหนือโลก" แล้วนิสัยส่วนตัวของผมเองจะชอบคนแบบจอมคนเหนือโลก อย่างในมังกรคู่ ผมก็ชอบตัวละครแบบฉีจื่อหลิง เวลาผมมองคุณสนธิเป็นแบบโค่วจง คือเป็นจอมคนพิชิตแผ่นดิน แต่ก็ไม่มีอะไรเหนือกว่านะเพียงแต่จริตมันต่างกัน หรืออย่างในเรื่องเทพมารสะท้านภพ เราก็ชอบคนอย่าง "ล่างฟานหวิน" ถ้าเป็นจอมคนแผ่นดินเดือด ผมก็ชอบคนอย่าง "เอี้ยนเฟย" ซึ่งเป็นคนที่ไม่สนอำนาจ แต่ก็อยากเปลี่ยนแปลงสังคม แต่พอเปลี่ยนแปลงได้แล้วก็กลับสู่โลกของตัวเองแสวงหาความหลุดพ้น จอมคนเหนือโลก คือ โลกุตตระ ลาภยศสรรเสริญ ไม่อาจครอบงำจิตใจได้ แต่จอมคนพิชิตแผ่นดินนี่ ในที่สุดจะกลายเป็นผู้ปกครอง ก็จะยังอยู่ในวงจรของอำนาจและโลกธรรม แต่ตัวละครของโกวเล้งมันไม่มีมิติแบบนี้เลย มีแต่จอมคนที่เป็นขี้เหล้าเสเพล ทำให้คนอ่านสับสนในความเป็นตัวเอก มิติประวัติศาสตร์ก็มีน้อยมาก ในแง่ของความสร้างสรรค์ ผมว่าสู้หวงอี้ไม่ได้ รวมทั้งความเข้าอกเข้าใจในเรื่องสงครามด้วย คนอย่างลี้คิมฮวง (ตัวละครเอกใน "ฤทธิ์มีดสั้น" วรรณกรรมมาสเตอร์พีชของโกวเล้ง) ก็เหนือโลกนะ แต่มันไม่สมจริง คือขี้เหล้าขนาดนั้นมันไม่ใช่ไง มันเหมือนกับคนที่ถูกนิวรณ์ครอบงำ อารมณ์หดหู่ มันไม่ใช่จิตใจของคนที่อยู่เหนือโลก คนที่อยู่เหนือโลกมันต้องจิตกระจ่าง แต่ถึงอย่างไร คนอ่านส่วนใหญ่ก็ยังชอบลี้คิมฮวงนะ เพราะอย่างน้อยๆ จิตใจแบบลี้คิมฮวงก็เป็นจิตใจที่ยิ่งใหญ่ เป็นคนที่มากน้ำใจ เป็นคนที่มีจิตใจสูงส่ง ไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ โอเค บุคลิกแบบนี้ผมก็ชอบ เพียงแต่ว่าผมอาจจะโตขึ้นแล้วก็ได้ ผมจึงหลุดจากวรรณกรรมโกวเล้ง"
(จาก นิตยสารผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 -27 ก.ค. 2551)
เรื่อง : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา ภาพ : นิรุจน์ ตฤษณานนท์
     | dinya | Aug 19, '08 3:44 AM for everyone |
| Category: | Books | | Genre: | Parenting & Families | | Author: | สุทธิดา มะลิแก้ว |
ดอกไม้ในสวนแม่ : ความสงบท่ามกลางความรุนแรง ส่งมาเมื่อ 19 ส.ค. 2008 - 00:00:00. หมวด: วิพากษ์ ป้าย:
ทั้งๆที่มีทะเบียนบ้านและอาศัยอยู่ที่นนทบุรีมามากกว่า 10 ปี แล้ว และก่อนหน้านั้นก็อยู่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น อุบลฯ ชลบุรี และอื่นๆอีกหลายแห่ง แต่เวลาที่มีใครก็ตามมาถามว่าเป็นคนที่ไหน (ไม่ได้ต้องการคำตอบแบบมุขตลกว่า ที่ไหนๆ ก็เป็นคนนะ) ผู้เขียนก็ตอบว่า “เป็นคนปัตตานี” แม้ว่าจริงๆ แล้วไปปัตตานีไม่เคยเกิน 7 วันต่อปีเลยสักครั้ง และบางปีก็ไม่ได้ไปเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ปัตตานีค่อนข้างน้อย มาถึงวันนี้ที่แม้มีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ในยามที่เดินทางไปปัตตานี ก็จะเรียกว่า “กลับบ้าน” อีกเช่นกัน
เรื่องการบอกว่าเป็นคนที่ไหนของไทยนั้น เชื่อว่าคนอื่นๆ ก็เช่นกันคงไม่พ้นต้องตอบตามที่เกิดของตนเอง หรือบ้านที่พ่อแม่อยู่ เพื่อนฝูง คนรู้จักส่วนใหญ่ หรือแม้แต่บุคคลสำคัญๆ ที่แม้ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เด็กก็ยังบอกว่าตัวเองเป็นคนจากจังหวัดที่เป็นบ้านเกิด หรือคนกรุงเทพฯ ที่ย้ายไปอยู่ที่อื่นนานหลายสิบปีก็ยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่นั่นเอง
พูดถึงที่ปัตตานีบ้านเกิด ในวันนั้นเผอิญได้แวะไปแบบไม่ได้ตั้งใจกลับบ้าน แล้วบังเอิญอีกเช่นกันว่ามาตรงกับที่รัฐบาลประกาศปรับคณะรัฐมนตรีพอดี นั่งชมข่าวอยู่กับครอบครัว หลังข่าวจบก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น 1 ชุด แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่ประการใดจากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของคนที่นั่นว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น คนที่นั่นต่างเดาได้ว่า “นี่เป็นการระเบิดต้อนรับ ครม.ชุดใหม่” หมายถึงว่าหยั่งเชิงอำนาจดูว่า จะทำอะไรได้หรือไม่ (แล้วก็ไม่มีใครทำอะไรได้จริงๆ)
ต่อมาในวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ซึ่งมาจากตำรวจ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่นั่นก็รู้ว่าวันนี้ต้องเตรียมตัวหวาดเสียวกันอีกแล้ว และต้องตั้งรับให้พร้อมเพราะคงจะต้องมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอีกแน่ๆ ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงตามคาด มีเหตุระเบิดขึ้นเพื่อต้อนรับ รมว.มหาดไทยคนใหม่ที่แสดงความกล้าหาญ ตบหน้า รมว.คนเก่าที่เพิ่งถูกปลดไปที่ไม่เคยกล้าไปถึงปัตตานีเลย แต่ก็ดีที่ไม่ไปเพราะการเดินทางเพื่อสร้างภาพของ “คนใหญ่คนโต” นั้นไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไรนัก ตรงข้ามกลับสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักขึ้นมากกว่า
นี่คือสถานการณ์ที่คนปัตตานี ยะลา นราธิวาสและอีก 4 อำเภอในสงขลาเผชิญมาตลอดเป็นเวลานานถึง 6 ปีแล้ว โดยที่รัฐบาลไม่สามารถจัดการอะไรได้ จนทำให้ผู้คนอยู่กับความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินอยู่อย่างนั้นเอง นอกจากรัฐบาลจะไม่จัดการให้เกิดความสงบแล้ว ยังเติมชนวนให้เกิดเหตุเพิ่มขึ้นอีก ดังตัวอย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง
คงจำกันได้ เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้เอง จู่ๆ ก็มีข่าวว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งที่ก่อการอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะออกมาแถลงเรื่องขอหยุดยิง หรือเรียกว่ายุติปฎิบัติการและจะเข้าร่วมกับภาครัฐในการปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ตัวผู้เขียนซึ่งในตอนนั้นกำลังไปร่วมประชุมเรื่องแรงงานข้ามชาติกับเพื่อนๆ ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงอีก 6 ประเทศอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็ได้รับโทรศัพท์มาจากฝั่งไทยตั้งแต่เช้าจากเพื่อนๆ ด้วยความตื่นเต้นยินดีว่าคน 3 จังหวัดจะได้อยู่อย่างสงบสุขกันเสียทีเพราะ “กลุ่มก่อการร้ายที่ภาคใต้ประกาศจะหยุดยิงวันนี้”
สิ่งแรกที่เป็นคำถามออกมาตอนนั้นก็คือ “กลุ่มไหน” เพราะใครๆ ก็รู้ว่า การปฎิบัติการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้นมีไม่รู้กี่กลุ่ม และการที่มีกลุ่มหนึ่งออกมาประกาศอย่างนั้น ถ้าไม่ได้มีอิทธิพลมากจริงๆ ก็คงไม่ช่วยอะไร และคำถามที่สองก็คือ จู่ๆ ทำไมถึงออกมาประกาศในวันนี้ ทำไมเรื่องใหญ่ๆ อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อน นำไปสู่ประเด็นความสงสัยว่า นี่จะเป็นการจัดฉากเพื่อเบี่ยงประเด็นหรือเปล่าหนอ เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่มีประเด็นเรื่องความสงบเรียบร้อยในภาคใต้ด้วย รวมทั้งรัฐบาลกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่ด้วย นี่คือข้อสงสงสัย แต่ไม่อยากจะมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป คนทั้งประเทศก็ออกมาตั้งหน้าตั้งตารออยากเห็นประเทศสงบสุข
ข่าวนี้มีการประกาศออกทางรายการเล่าข่าวอันลือลั่นของสรยุทธ สุทัศนจินดา ทางช่อง 3 ซึ่งน่าแปลกใจยิ่งว่า ตำรวจในพื้นที่ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยสักคน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ถ้าไม่ใช่การจัดฉากกันขึ้นมาแล้วก็ถือว่าฝ่ายการข่าวเจ้าหน้าที่พื้นที่นั้นตกต่ำสุดๆ แล้วกระมัง
แม้จะอยู่ที่ลาวและหลังจากสอบถามไปยังพื้นที่แล้วว่ายังไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ก็เลยมานั่งตั้งใจดูโทรทัศน์ไทยที่ถ่ายทอดออกมาทางช่อง “กองทัพบกช่อง 5” ที่รับชมได้อย่างชัดเจนในเวียงจันทน์ ทันที่เห็นฉากจากประสบการณ์ในพื้นที่และประสบการณ์ในงานข่าวก็นึกอยู่ในใจว่า “ปาหี่ชัดๆ” รวมทั้งในใจก็คาดเดาได้อย่างประหวั่นพรั่นพรึงต่อไปว่า เหตุการณ์นี้จะโหมความรุนแรงเกิดขึ้นแน่ๆ มีอย่างที่ไหนเอากลุ่มใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีใครรู้จักเลย แล้วมาแต่งตัวแต่งหน้า (คนหนึ่งมีติดเคราแพะแบบพี่เป้า สายันต์ สัญญา เสียด้วย) แล้วมาบอกว่าต่อไปนี้จะร่วมมือกับทางการช่วยปราบกลุ่มที่ยังก่อความไม่สงบอยู่
โทรศัพท์จากลาวไปปัตตานี ที่นั่นก็ประเมินกันเลยว่าแบบนี้ท้าทายกลุ่มที่ยังปฎิบัติการอยู่ และกลุ่มนี้ไม่ได้เพียงแค่ไม่ใหญ่พอที่คุมกลุ่มก่อการร้ายทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่ไม่มีใครเคยรู้จักด้วยซ้ำ แต่พลเอกเชษฐา ตัวตั้งตัวตียืนยันว่านี่เป็นความคืบหน้าในทางที่ดีของปัญหาภาคใต้ ในขณะที่ใครต่อใครที่อ่านเกมภาคใต้ออกนั้นก็รู้ว่าการสร้างภาพแบบนี้มีผลเสียมากกว่าผลดี ข้อที่น่าสงสัยคือพลเอกเชษฐา ประเมินไม่ออกเลยหรือว่านี่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ในที่สุดก็เป็นไปตามคาด ความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ทันทีและเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกมีคนเสียชีวิตไม่เว้นแต่ละวันโดยไม่มีใครออกมารับผิดชอบแม้แต่คนเดียว แต่ชีวิตคนที่นั่นก็ยังคงต้องอยู่กับความเสี่ยงต่อไป (ความจริงถ้าหากจะทำอะไรแบบนี้อยู่เฉยๆ ดีกว่าเยอะ)
2
แม่ ปัจจุบันอายุล่วงเข้าสู่วัย 70 ปี เกิดและเติบโตที่ปัตตานีเลี้ยงดูลูกๆ จนเติบใหญ่ มีการมีงานทำประกอบอาชีพสุจริตกันทุกคน และล้วนแต่ได้มีโอกาสทำตนเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติตามสมควร ชีวิตของแม่ในอดีตนั้นเมื่อก่อนก็เคยอยู่อย่างสงบและมีความสุขตามอัตภาพ และสามารถไปเดินตลาดซื้อผักซื้อปลาด้วยความสบายใจ แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นชีวิตบนความหวั่นไหว ทุกครั้งที่ลูกและหลานที่อยู่ด้วยกันที่ปัตตานี ออกไปทำงานและไปโรงเรียน แม่ก็ต้องไหว้พระสวดมนต์ให้ลูกกลับมาบ้านอย่างปลอดภัยทุกครั้ง การเดินทางออกไปข้างนอกไม่สะดวกเหมือนเก่า จำเป็นต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย
แต่ว่าในเมื่อชีวิตต้องเป็นไป แม้ว่าจะอยู่บนความไม่สงบในพื้นที่และระหว่างวันต้องอยู่บ้านเพียงลำพังนั้น กลับไม่ได้ทำให้ชีวิตหงอยเหงา ไม่ได้ต้องพึ่งพานักจิตวิทยามาช่วยให้คำปรึกษาให้จิตใจผ่อนคลาย หรือไม่ได้นั่งรอความหวังจากรัฐบาลมาให้ความเห็นใจใดๆ แม่หาทางที่จะทำให้ชีวิตมีความหมายและมีความเพลิดเพลินใจได้
แม่ตื่นเช้ามาใส่บาตรทำบุญตามปกติ และบอกว่า เห็นใจพระมากเลย เดินจากวัดมาเกือบถึงบ้านแม่นั้นมีคนใส่บาตรแค่ 3 คนเท่านั้น ดังนั้น แม้วันไหนจะมีธุระตั้งแต่เช้ามืดไม่อาจจะรอใส่บาตรอยู่ที่บ้านได้ แม่ก็จะไม่ลืมเตรียมของไว้ใส่บาตรในระหว่างทางที่พระจะบิณฑบาต ที่ทำอย่างนี้เพราะคิดว่าเป็นหนึ่งส่วนที่จะทำนุบำรุงศาสนาได้
หลังจากใส่บาตรแล้ว และทำภารกิจส่วนตัวรวมทั้งอาหารเช้าเสร็จสรรพ ก็เดินไปสำรวจดูรอบๆ บ้านว่าจะทำอะไรได้บ้าง และในที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พื้นที่รอบๆ บ้านของเรานั้นคือ ต้นไม้ ดอกไม้ ที่แม่ปลูกไว้เต็มไปหมด การกลับไปคราวนี้ก็เห็นดอกไม้หลากสีนานาพันธุ์แข่งกันออกดอกบานแฉ่งอยู่ทั้งกับพื้นดินและกระถางหน้าบ้าน
ส่วนหลังบ้านก็มีทั้งไม้ดอกและผักสวนครัวรั้วกินได้ ทั้งถั่วฝักยาว โหระพา สะระแหน่ ขิง ข่า ตะไคร้ พริกต่างๆ และมะกรูด มะนาว จนเรียกได้ว่าแทบไม่ต้องซื้อหาเครื่องปรุงอาหารบางส่วนกันอีกต่อไปด้วยฝีมือแม่นั่นเอง (หรือเรียกได้ว่าหลังบ้านของเรานั้น มีทั้งไม้ดอกและไม้แดกกันเลยทีเดียว)
พื้นที่ว่างเปล่าหลังบ้านที่อยู่นอกบริเวณบ้านออกไป แม่ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง เพื่อนบ้านคนไหนอยากได้ก็มาถอนเอาไป บางคนก็ทิ้งเงินเอาไว้ให้บ้าง บางคนก็ขอไปกินกันบ้าง ต้นกล้วยก็มีทั้งได้กินลูก และบางครั้งมีคนที่ทำขนมขายแล้วมาขอซื้อใบตอง ทำรายได้ให้แม่ประมาณครั้งละ 30-40 บาท ก็ทำให้แม่รู้สึกภูมิใจว่าอยู่บ้านเฉยๆ (ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่เฉย) ก็ได้เงิน
กลับบ้านคราวนี้แม่ภูมิใจเสนอผลงานบรรดาไม้ดอก ไม้แดก ทั้งหลายของแม่ ที่เห็นแล้วก็ทำให้ผู้เขียนได้คิดว่า นี่ก็เป็นอีกทางหนึ่งของการปรับตัวท่ามกลางความรุนแรงรอบๆ ตัวที่เกิดขึ้น แม่ได้นำเสนอรูปแบบของการพยายามหาความสงบสุขอย่างมีประโยชน์และไม่เป็นภาระของใคร สดชื่นไปกับผลิตผลของตนเอง แม้จิตใจจะหวั่นไหวทุกครั้งที่มีข่าวระเบิด ถ้าวันไหนลูกอยู่กันที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วไปหยิบเอาผักของแม่มาทำกับข้าวก็นับว่าเป็นสุขแล้ว เป็นความสุขเล็กๆ ที่พอจะหาได้จากดินแดนที่ไม่มีความสงบ
ที่พูดถึงเรื่องแม่นี้ไม่ได้หมายความถึงแม่ของผู้เขียนเพียงลำพังเท่านั้น แต่เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า สำหรับคนธรรมดาๆ แล้วนั้นความต้องการคงไม่ใช่อำนาจวาสนาแต่ประการใด คงต้องการแต่ความสงบสขเท่านั้น และเมื่อไม่มีรัฐบาลไหนมารับประกันความปลอดภัยหรือความสงบให้ คงทำได้แค่เพียงหาสิ่งที่พอจะเป็นสุขทำไปแต่เพียงวันๆ
ถึงตอนนี้แม้จะเฝ้าหวังว่าเหตุการณ์ในบ้านเราจะสงบสุขกันเสียที แต่แม่ก็ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไหนมาช่วยหรอก เพราะว่า แม่เห็นเหตุการณ์มานานแล้วและรู้ว่า จะต้องอยู่กับปัจจุบัน และประชาชนจะต้องช่วยเหลือและดูแลตัวเองกันเอาเองเท่านั้น
| Category: | Books | | Genre: | Religion & Spirituality | | Author: | นิเวศ สุธรรมนาถพงษ์ |
ในที่สุดก็ตัดสินใจได้เสียทีว่าจะไปปฏิบัติธรรมสักครั้งในชีวิต หลังจากผลัดวันประกันพรุ่งอยู่นาน เหตุผลเพราะคิดว่า...ไปเมื่อไหร่ก็ได้...ทำเรื่องอื่นให้เสร็จก่อน แล้วมันก็ไม่เสร็จเสียที มีเรื่องนึงก็จะมีเรื่องอื่นต่อๆไปไม่รู้จักจบสิ้น ...อย่ากระนั้นเลย...มีสองคอร์สให้เลือก...จะไปก่อนหรือไปหลังจัดการเรื่องเตรียมสอน กับหาที่อยู่ใกล้ๆที่ทำงานใหม่ ...หักดิบไปตอนนี้เลยละกัน...เรื่องอื่นค่อยกลับมาทำทีหลัง... ไม่ไปก็ไม่ได้ไปอีกแล้ว...ว่าแล้วโทรติดต่อทางศูนย์ ลงชื่อ เก็บข้าวของ เปิดตูดเช้าวันต่มา...
วันที่ 1 ระหว่างทางจากกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ด้วยรถบัสที่เก่า...ขับช้า...แอร์ไม่เย็น...นั้น ก็นึกดีใจว่าเราจะได้ไปปฏิบัติธรรมสมปรารถนาเสียที มองภาพวิวข้างๆด้วยอารมณ์ดี รถที่ห่างกรุงเทพฯเรื่อยๆเหมือนได้ทิ้งความทุกข์ สุข เศร้า ความหลัง ความหวัง มิตรภาพ อาฆาต ปรารถนา สาระตะของชีวิตที่วนเวียนในเมืองไว้ข้างหลัง...เกือบ 8 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง หนังสือพิมพ์เล่มสุดท้ายที่ได้อ่านบอกข่าวกลุ่มพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล นึกในใจว่ากลับมาเรื่องคงจบไม่ทางใดทางหนึ่ง หลับๆตื่นๆจนมาถึงศูนย์เกือบหกโมง เข้าแถวเก็บข้าวของเหมือนมา ฝึกร.ด. มีอาหารเย็นไว้รอเรียบร้อย เป็นผัดซีอิีวรสชาติดีทีเดียว ไม่จืดชืดอย่างที่คิด ยืนเก้ๆกางๆพักนึงก็มีคุณลุงมาคุยด้วย แกแนะนำเล็กๆน้อยๆ บอกว่าวันแรกๆจะหนักหน่อยแล้วพอเริ่มชินจะสบายขึ้น แล้วทุกคนก็เข้ากฎแห่งความเงียบหลังฟังปฐมนิเทศ ไม่มีใครพูดคุยทักทายกันอีกต่อไป คืนนี้เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย คิดถึงศพเพื่อนที่เพิ่งเสียด้วยโรคมะเร็ง จำมือที่แข็งชืดตอนไปสัมผัสได้ นึกโทษตัวเองที่ขี้เกียจไปอยู่เป็นเพื่อนเขาก่อนจากไปแค่สองวัน หวังว่าการมาครั้งนี้จะช่วยส่งกุศลไปให้ได้บ้าง
วันที่ 2 เมื่อคืนหลับง่ายด้วยความเพลียกับความอิ่มท้องจากอาหารเย็นมื้อสุดท้าย สิบวันนี้ตั้งใจถือศีลแปดตามที่หญิงแนะนำดีกว่า งดข้าวเย็น...เป็นการล้างกระเพาะไปด้วย...แต่จะอดใจไหวรึปล่าวนะ...อาหารที่นี่ก็มีไม่ซำ้กันทุกวัน ถึงเป็นมังสวิรัติแต่เหมือนเค้าจะพยายามไม่ให้รสชาติน่าเบื่อ เอ๊ะ...หรือจะเป็นอุบายมาล่อกิเลสผู้ปฏิบัติธรรม เห็นแต่ละคนตักกินด้วยความเอร็ดร่อย เดี๋ยวเย็นนี้คงรู้ว่าศีลแปดจะไปรอดไม่รอด ระฆังปลุกตีสี่ วันแรกคงจะเป็นการแนะนำเบื้องต้นของการทำสมาธิ กลุ่มของผู้ชายมีไม่มากเท่าไหร่น่าจะยี่สิบกว่าชีวิต เป็นฝรั่งเสียหกเจ็ดคน ไปพร้อมรวมกันที่ห้องปฎิบัติไม่นานอาจารย์หญิงผู้มีท่าทางเคร่งขรึมจริงจังก็เข้ามา นั่งเคร่งๆบนอาสนะพักนึงก็ค่อยๆเอื้อมมือเปิดเทปคำบรรยาย เสียงภาษาอังกฤษแบบอินเดียฟังไม่ค่อยทัน สอนการดูลมหายใจเข้าออกพักนึง แล้วทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบ...ไม่มีการบรรยาย...ไม่มีการสอนขั้นตอนต่างๆ... ไม่มีการบริกรรม...ไม่มีพุทโธๆอย่างที่เคยทำ...ไม่มีอะไรๆที่นึกว่าจะมี
วันที่ 3 ตื่นขึ้นมาด้วยความเพลีย เมื่อคืนหัวถึงหมอนก็หลับผล็อย นั่งสมาธิทั้งวัน โหดจริงๆนะที่นี่ ให้พักอย่างมากก็สิบนาทีเอง กลับมานั่งต่อเป็นชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืน หลับก็หลับไม่สนิท ไม่ใช่เพราะที่นอนมันแข็งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะฤทธิ์ของนิโคตินตั้งแต่วันแรกอาการ ทรมานจากการอดบุหรี่ทำให้ปวดหัวตุบๆที่ขมับ หายใจไม่คล่อง คอแห้งผากตลอดเวลา มึนและเบลอไปหมด นั่งสมาธิไม่ต้องนึกถึงอะไรเลย แค่อาการอดบุหรี่ก็ไม่ต้องนึกไปถึงไหนแล้ว นึกหวั่นๆว่าจะทรมานตลอดสิบวันรึปล่าวเนี่ย ตอนเย็นไม่ต้องกินข้าว กินแต่นำ้ขิง แต่ก็ไม่หิวอะไร ท่าทางจะไปรอดแฮะ กลับรูุ้้สึกสบายเสียอีก เพราะกินทั้งวันแล้วก็นั่งอย่างเดียว ร่างกายไม่ค่อยได้เผาผลาญอะไรเลย หวังว่าอาหารมังสวิรัติจะช่วยให้ไขมันลดลงได้บ้าง ดีทอกซ์เอาเหล้า เบียร์ออกไปซะ แต่นิโคตินน่ะสิ ยังคอยทำร้ายร่างกายอยู่ตลอด
วันที่ 4 มือทั้งสองข้างบวมเป่งจนเกือบกำไม่ได้ อะไรกันวะ อดบุหรี่นี่ทำให้มือบวมด้วยเหรอ หรือเป็นเพราะหักดิบ หรือเพราะอาหารมังสวิรัติ หรือไขมันมาจุกมือ บ้าน่า.. .คิดไปต่างๆนานา ถ้าโดนแมงป่องต่อยทำไมมันมาต่อยทีเดียวสองมือล่ะ จะถามธรรมะบริกรก็ไม่กล้าถาม ดูท่าทางเคร่งๆขรึมๆกันทั้งนั้น คงไม่เป็นไรมากหรอก ไกลหัวใจ แต่มันแปลกจริง เคยเลิกบุหรี่มาก็ไม่เห็นมีอาการอย่างนี้ ...เริ่มคุ้นเคยกับการไม่ต้องทักทายคน ไม่ต้องสนใจคนอื่น มันก็สบายดีเหมือนกัน เรื่องไม่พูดกับใครเนี่ยถนัดอยู่แล้ว แต่โรงนอนก็ไม่ใหญ่มาก เดินไปเดินมาก็จะชนกัน ไปเดินเล่นรอบๆดีกว่า เดินไปนิดเดียวก็หมดเขตแล้ว ต้องวนกลับไปกลับมา เริ่มงุ่นง่านแฮะ ดูใบไม้ใบหญ้า ท้องฟ้าก็แล้ว ไปนั่งริมสระดีกว่า เดินเท้าเปล่านี่แหล่ะ จะได้เหมือนพระ ได้อารมณ์ดี สัมผัสพื้นดิน ก้อนกรวดแข็งๆ ยอดหญ้าชุ่มชื้น อืมม์...เจริญสติที่เท้าใช่มั้ย ...ลองดู...จ๊าก...อะไรเนี่ย...ไปเหยียบรังมดแดงเข้าให้ เต็มเท้ายั้วเยี้ยไปหมด จะร้องก็ไม่ได้ จะวิ่งเขาก็ห้าม รีบสาวเท้าไปก็อกนำ้โดยด่วน ฉีดนำ้ใส่อย่างแรง เจ็บๆๆ...วู้ย...ทำไมไม่ยอมออกวะ จะเอามือหยิบก็กลัวเดี๋ยวมันตาย ผิดศีลอีก...จบกัน... มดจ๋า ช่วยออกไปเถิด อีกสามตัว...เอาวะ เอาใบไม้ค่อยๆเขี่ยอย่างทะนุถนอม ฝรั่งยืนดูงงๆ...มันทำอะไรถ่างแข้งถ่างขาอยู่หว่า เลยนึกขึ้นได้...สงสัยมือที่บวมนี่ ไปโดนมดตัวใหญ่ๆที่เคยเห็นข้างทางกัดเอารึปล่าวนะ
วันที่ 5 อาการอดบุหรี่เริ่มดีขึ้น ปวดหัวน้อยลง ตาแจ่มใสขึ้น กับการฝึกลมหายใจทำให้รุ้สึกโล่งปอด คอไม่แห้งแล้ว สบายขึ้นเยอะเลย อากาศก็บริสุทธิ์ มือหายบวมแล้ว กิจวัตรประจำวันก็เริ่มคุ้นเคย ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนวันแรกๆ ร่างกายเหมือนเป็นอัตโนมัติ ลุกขึ้นมา...เดินไป...นั่ง...นั่ง...นั่ง...กิน...อาบนำ้...นั่ง...กิน...ซักผ้า...อาบนำ้...เดิน...นั่ง...นอน... อาจารย์ที่เคร่งขรึมดูอลัง...เรียกเข้าไปถามแต่ละคน จากวันแรกๆไม่ค่อยมีใครกล้าพูด คงเพราะกลัวๆแกอยู่ วันนี้มีคนบอกว่า นอนไม่หลับ...เหมือนกันเลย...เราอยากเล่าหลายเรื่องแต่สรุปให้อาจารย์ฟังว่า...มันฟุ้ง...สร้าน...มั่กๆเลยครับ... ตัวละครต่างๆขึ้นมากระโดดโลดเต้นเต็มไปหมด ไม่รู้จะเป็นกับผู้ชายมากกว่ารึปล่าว สังเกตุว่าความโกรธจะมีมากกว่าอย่างอื่น ใบหน้าต่างๆที่ผุดขึ้นมาทำให้บางครั้งนั่งแทบไม่ติด อยากลุกขึ้นมาเล่นหนังจีนซะตรงห้องปฏิบัติ วันนี้เริ่มนอนไม่หลับ นิยายชีวิตแต่หนหลังก็ฉายวนชนรอบทั้งวันทั้งคืน จนผล็อยไปไม่ได้ยินเสียงระฆังตอนตีสี่ รู้ตัวอีกทีก็หกโมงเช้าเสียแล้ว
วันที่ 6 อาจารย์โกเอ็นก้าท่านคงมีประสบการณ์สูงมากและจัดหลักสูตรนี้ได้อย่างเหมาะเจาะกับผู้คนต่างๆอย่างยิ่ง ทุกวันหลังจากมะงุมมะงาหลากันกับการกำหนดสติต่างๆ ตอนกลางคืนก็จะได้ฟังคำบรรยายที่ล่วงรู้ความรู้สึกต่างๆของเราแต่ละวันเหมือนจับวาง ...ท่านสงสัยใช่มั้ยว่าทำไมอาจารย์เอาแต่ให้นั่งทั้งวัน แล้วก็เรียกไปถามว่าเป็นยังไง ....ท่านเหนื่อย และหงุดหงิดใช่มั้ยในวันแรกๆ ...ท่านอยากจะให้มีอะไรพิสดารเกิดขึ้นใช่มั้ย ...อยากจะเห็นนู่นเห็นนี่ใช่มั้ย ...ท่านคิดว่าอาจารย์แกล้งให้เวลานานขึ้นใช่ไหม...(ให้ตายเถอะ เราคิดอย่างนั้นจริงๆ)... เวลาแค่อีกห้านาทีทำไมมันนานนักกว่าจะจบ... จากวันแรกๆที่ทุกคนนั่งตัวตรงหลังแข็งบนเบาะได้ไม่นาน เราพบว่ามีกระบะใส่หมอนเสริมใบเล็กๆก่อนเข้าห้องปฏิบัติอยู่ เลยหยิบมาไว้รองต้นขาให้สบายขึ้น รองเสริมก้น...ใต้ขาพับบ้าง...หลายวิธีเผื่อว่าจะเจอท่าที่นั่งได้นานที่สุด คนอื่นๆก็เริ่มเอามาเสริมกันเรื่อยๆ บางคนก็เสริมทั้งสองข้าง สูงเป็นชั้นๆ เสริมหน้า เสริมหลัง ลูกกลม ลูกเหลี่ยม สารพัดมุมที่จะจัดวางกันตามอัธยาศัย โดยเฉพาะฝรั่งบางคนที่เหมือนมีหมอนเสริมล้อมรอบตัว เกือบจะกลายเป็นโซฟา...จนในที่สุด...ห้องปฏิบัติก็เต็มไปด้วยหมอนเสริมลูกเล็กลูกน้อยเต็มไปหมดตอนทุกคนลุกออกไป...
วันที่ 7่ คงเป็นช่วงวันที่แย่ที่สุดในการปฏิบัติของเรา ช่วงนี้ใช่ไหมที่เขาว่าเป็นวันสุกดิบ ที่บางคนถึงกับทนไม่ไหวล้มเลิกความตั้งใจที่จะอยู่ต่อให้ครบ มันเหมือนเดินมาครึ่งค่อนทางก็เลยอยากให้มันจบๆไป ไม่ได้คุยกับใครมาหลายวันแล้ว คุยกับตัวเองทั้งวันทั้งคืน จะเป็นบ้ามั้ยเนี่ย เรื่องก็วนเวียนซำ้ไปซำ้มา ใบหน้าต่างๆลอยผุดลอยว่ายในความคิด การปฏิบัติเริ่มเข้าสู่วิปัสสนา แต่ตอนนี้แหล่ะยากกว่าดูลมหายใจ บางคนเข้ารู้สึกไปต่างๆ แต่เราแค่รู้สึกว่ามีอากาศห่อหุ้มอยู่ตามผิวร่างกาย อาจารย์บอกนั่นก็ดีแล้ว อย่าไปมองหาความรู้สึกพิเศษ แต่ที่ว่าเกิดความเจ็บปวดเวทนาแล้วให้วางอุเบกขามันจะหายไป ก็เป็นไปได้บ้าง บางทีคันที่หลังเป็นจุดเล็กๆ พยายามบอกตัวเองว่าไม่โกรธ ให้อภัยๆ...สักพักความคันก็หายไปบ้าง แต่ที่แย่ที่สุดคือตรงต้นขาที่รับนำ้หนัก มันเหมือนมีเส้นเวรเส้นกรรมหลักอันนึงที่จะปวดทุกทีที่นั่งเกินครึ่งชั่วโมง และมันปวดจนไม่รู้ว่าที่อาจารย์บอกให้วางเฉยเนี่ย... คนเรามันจะวางเฉยกับความเจ็บปวดขนาดนี้ได้ยังไง... ถึงตอนนี้เราก็เริ่มลดจำนวนหมอนเสริมลงทีละใบ เพราะคิดว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรมาก แค่รู้สึกสบายตอนแรกๆ แต่พอนานๆเข้า ไอ้เจ้าหมอนเสริมเนี่ยแหล่ะ...เหมือนกับเป็นก้อนหินที่หนุนเพิ่มจุดสร้างความเจ็บปวดให้อีกทีหลัง เราสังเกตุว่า หนุ่มน้อยที่นั่งข้างหลัง ก็เริ่มเอาหมอนเสริมไปเก็บเหมือนกัน จนในที่สุดเราก็เลิกใช้หมอนเสริมไปเลย เจ้าหนุ่มคนข้างหลังก็ไม่ใช้เหมือนกัน ไม่มีก็ดี...ขาเปล่าๆตอนปวด มันก็ปวดอยู่ที่เดียวตรงก้นจะดีกว่า
วันที่ 8 ใกล้มาแล้ว...ใกล้มาแล้ว...วันสุดท้าย...อีกอึดใจเดียว...ทำได้ถึงวันนี้ก็ยังดี อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า เส้นทางนี้ไม่ใช่ง่ายๆเลย ไม่ได้ทำขำๆแล้วจะประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมาชอบนึกว่าน่าเป็นชีวิตที่สบายถ้ามาทางธรรม แต่รู้แล้วว่าชีวิตทางโลกสบายกว่าเยอะ และเรายังมีกิเลส...อย่างหนา ห้าห่วง....คิดถึงบ้าน คิดถึงที่นอนที่เย็นสบาย คิดถึงเคเบิลทีวี คิดถึงคอมพิวเตอร์ คิดถึงอินเตอร์เน็ต คิดถึงเงิน คิดถึงเบียร์เย็นๆ...คิดถึงอาหารอร่อยๆ...ไหนๆก็คงปฏิบัติได้แค่ระดับนึงแล้ว วันที่เหลือ...ใจมันอยากคิดอะไรก็ช่างมันละกัน จะคิดถึงการงานข้างหน้าจะเป็นยังไงชีวิตจะเดินไปเจออะไร อยากจะได้อะไร...ปล่อยมันคิดไป... พอคิดย้อนกลับไป ก็เห็นตัวเองอยู่กับเหตุการณ์ต่างๆ เห็นความเกลียดที่มีต่อคนนั้นคนนี้ เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมา เพราะไม่พอใจที่ทุกอย่าง ไม่เป็นไปตามที่อยากให้เป็น แต่สิ่งที่เป็นอย่างใจ ไม่นานเราก็เบื่อ และไม่เห็นค่าของมัน...เห็นตัวเองกำลังต่อว่าคนอื่นด้วยเรื่องงาน แต่จริงๆที่เราไม่พอใจเขา...ไม่ใช่เรื่องงาน... จริงๆแล้วคือ...เราอิจฉาชีวิตของเขาต่างหาก... เห็นตัวเองนั่งคิด ปรุงแต่งตัวละครต่างๆให้เป็นตัวร้าย เหลือตัวเองกับบางคน เป็นพระเอก นางเอก...จริงๆแล้ว...ตัวละครนั้นไม่มีอยู่จริง เป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้... อยากให้ชีวิตเดินตามบทภาพยนตร์ที่เราเป็นผู้กำหนดพล็อตเรื่องมาตลอด... ...เห็นความคิดตัวเองกำลังโกง...เราก็รู้อยู่ในใจ...ไม่ใช่ไม่รู้...แต่บอกว่าไม่เป็นไร... แต่คนอื่นไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น...
วันที่ 9 บทเรียนเริ่มพูดถึงการมีสติอยู่กับชีวิตประจำวัน ให้ทุกคนสังเกตุการกระทำของตัวเอง ที่เราชอบและอดขำไม่ได้ตอนฟังคำบรรยายเมื่อคืน คือที่อาจารย์บอกว่า... ท่านไม่ต้องทำเป็นเดินช้าๆ ไม่ต้องทำอะไรช้าๆ...ทำไปตามปกติของตัวเอง... มันคงโดนใจหลายคนที่นึกว่า พอเป็นนักปฏิบัติ คงต้องทำเคร่งๆขรึมๆ ขยับตัวหรือพูดอะไรช้าๆไปหมด...เรื่องนี้ก็สงสัยมานานแล้วว่าจะต้องทำตัวยังไงในชีวิตข้างนอก แต่อย่างไรก็ตาม ถึงไม่ต้องเข้าใจอะไรมาก แต่การมาอยู่แบบนี้ก็ทำให้เวลาช้าลงโดยอัตโนมัติ รู้สึกเหมือนตัวเองหยุดดูอะไรนานๆขึ้น ดูใบไม้ใบหญ้าก็ดูนานๆ จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเวลาวาดรูปก็ทำให้ดูอะไรได้นานๆเหมือนกัน...เพียงแต่คราวนี้ ไม่มีเฟรมให้ระบาย รูปร่างต่างๆลงไป แค่มองดูเฉยๆ มีแต่ภาพที่เห็นกับความคิดต่างๆเป็นแบ็คกราวน์ มีแต่ผีเสื้อ หนอน แมลง เป็ดในสระ และรังมด มีชีวิตไปตามทางของมัน และดูเหมือนเราจะอยู่กับอาการนิ่งๆได้ทั้งวัน นิยายชีวิตเริ่มวนเวียนน้อยลง ราวกับเป็นแค่ฝันไป...ถ้าเราอยู่อย่างนี้นานๆคงจะแข็งเป็นหิน หรือไม่ก็เป็นแบบคนบ้าใบ้ไม่สนใจโลกอีกต่อไป...ซึ่งมันก็อาจจะสบายไปอีกแบบ
วันที่10 มาถึงวันนี้แล้วก็ยังนั่งจนผ่านความเจ็บปวดที่ต้นขาไปไม่ได้ สำรวจดูจุดต่างๆตามร่างกายตามที่อาจารย์บอกได้ไม่นานก็มักสับสน ตรงนู้นตรงนี้ แข่งกันเรียกร้องความสนใจ จนไล่ไม่เป็นลำดับจากหัวลงไปเท้า สักพักความคิดที่ว่าจะกลับบ้านพรุ่งนี้ก็แว่บเข้ามา ใจเริ่มไม่อยู่กับตัว
เอาล่ะ...ได้แค่นี้ก็เอาแค่นี้...ได้แค่ซดนำ้แกงก็ยังดี ก่อนมาไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเข้าถึงวิปัสสนาได้ แค่ท่องพุทธโธๆให้ลมหายใจนิ่งๆแล้วไปต่อไม่เป็น มาได้ลองรู้จักวิปัสสนาง่ายๆก็ที่นี่ แหล่ะ หนุ่มอ้วนคนข้างๆตอนอาจารย์ถามวันก่อนว่าเป็นยังไง แกส่ายหน้าเหมือนผิดหวัง... มะรู้สึกอะไรเลยครับ...คงจะงงๆอยู่ในใจว่ามันยังไงกันนะ บางคนเห็นบอกเหมือนมีฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางหัว...ฟ้าผ่าตรงไหนหว่า...ไม่เห็นมี...แต่เจ้าหนุ่มน้อยคนที่นั่งข้างหลังไปเร็ว ขนาดเห็นความเจ็บหายไปแล้วก็นิ่งได้ ดูจะกระตือรือร้นเข้าถามอาจารย์ทุกวัน การฝึกตั้งแต่อายุน้อยๆก็ดีไปอย่าง ร่างกายยังสด ยังอึดได้ดี ความรู้สึกต่างๆก็คงจะไวกว่า คิดในใจว่าทุกคนคงเหมือนกันคือดีใจที่ช่วงเวลาที่เหมือนจะยาวนานจบลงและที่ตัวเองทำสำเร็จคืออยู่ได้ครบสิบวัน ในความลำบากลำบน
ทุกคนก็คงรู้สึกได้รับประสบการณ์ที่ดีที่หาได้ยาก ทันทีที่กฎแห่งความเงียบถูกยกเลิกลง ฝรั่งก็เริ่มพูดคุยกันเหมือนผึ้ง คงจะอึดอัดกันมาก เพราะไม่ใช่นิสัยเลย ส่วนสาวๆก็ไม่แพ้กัน พวกรุ่นๆหน่อยก็เจี๊ยวไม่ใช่เล่น สังเกตุว่าฝั่งผู้หญิงมากันมากกว่าเกินเท่าตัว โรงนอนของผู้หญิงก็ใหญ่กว่ามีเยอะห้องกว่าฝั่งผู้ชาย แม่ชีที่เห็นนั่งเคร่งขรึมในห้องปฏิบัติไม่ขยับเป็นชั่วโมงๆก็ร่วมวงพูดคุยอย่างเป็นปกติ ไม่ได้ขรึมๆหรือพูดอะไรช้าๆเลย
วันกลับ แต่ละคนจับกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดกัน ฝรั่งส่งที่อยู่ติดต่อกัน แต่เรากับบางคนเหมือนยังอยู่ในกฎแห่งความเงียบอยู่ อาจเป็นเพราะปกติผู้ชายก็ไม่ค่อยอยากคุยอะไรกันมากอยู่แล้ว ตอนเอาของไปคืน ธรรมะบริกรถามถึงใบฝากของ ยังไม่ได้ยิน จนเขาต้องเรียกดังๆ เหมือนกับเราเลิกสนใจภาษามนุษย์มาหลายวันเลยอยู่ในภวังค์ตลอด นึกในใจนี่กลับไปกรุงเทพฯจะรู้สึกยังไงนะ ขากลับถามคนอื่นๆดูเหมือนทุกคนจะคล้ายๆกัน คือนั่งได้พักนึงก็จะเจ็บจะปวดจนทนไม่ไหว และก็ยังไม่มีอะไรมากกว่านั้น มีเจ้าหนุ่มคนที่นั่งข้างหลังเราดูจะตื่นใจเป็นพิเศษเหมือนได้ค้นพบอะไรดีๆ ถามก็บอกว่าเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน จบสถาปัตย์และกำลังย้ายงานเป็นช่วงว่างเลยมาลองดู ส่วนอีกคนเป็นโปรแกรมเมอร์ ถามไปถามมาบอกว่าหัวหน้าส่งมาเข้าคอร์ส สงสัยไปเฮี้ยวอะไรไว้ปล่าวไม่รู้
กลับมาถึงกรุงเทพฯด้วยอาการเหวอๆ เหมือนมีเสียงอึกทึกแต่ก็ไม่ได้สนใจมัน เหมือนในเสียงต่างๆมันมีความเงียบที่เรายังสัมผัสได้ เป็นหนังเงียบที่มีแต่ภาพเมืองเคลื่อนไหว ถามใจตัวเองว่ารู้สึกยังไง...ก็ไม่รู้สึกอะไรแปลกใหม่...ทุกอย่างก็คงเหมือนเดิม ...ตัวเราก็คงเหมือนเดิม..อืมม์...เหมือนเดิมแบบไม่เหมือนเดิม...
ปล. ตอนที่กลับมาแรกๆคิดอยู่เหมือนกันว่าเพื่อนๆคงถามว่าไปปฏิบัติแล้วเป็นยังไงบ้าง ทีแรกก็คิดว่าถึงเป็นประสบการณ์ที่ดีแต่มันก็เป็นเรื่องสัมผัสได้กับตัวเองซึ่งแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน และก็รู้สึกว่ามันเรียบๆเฉยๆมากจนไม่อยากจะเล่าอะไร หรือไม่ก็เก็บไว้ให้คนอยากรู้จะได้ลองไปสัมผัสดูด้วยตัวเองดีกว่า แต่พอเวลาผ่านไปความจำก็เริ่มเลือนราง จนมานึกขึ้นได้อีกทีคิดว่าน่าจะบันทึกไว้ หรือแบ่งประสบการณ์ให้เพื่อนอ่าน หลักสูตรของอาจารย์โกเอ็นก้านี้ช่วยตอบคำถามในใจของเราที่ค้างคามานานหลายๆคำถาม เรียกว่า เคาะกระโหลกกันทุกวัน และเป็นวิธีที่เข้า่ใจง่าย รวบรัด ถึงแม้จะเข้าถึงแค่ระดับ "เชาว์ปัญญา" แต่เวลาแค่สิบวันก็ยังดีที่ผู้เข้าอบรมจะได้ภาพรวมๆของกการปฏิบัติไปต่อยอดเอาทีหลัง เรียกว่าทันยุคสมัยดิจิตอลน่าจะดี เพราะหลายครั้งที่การจะเข้าใจเรื่องปฏิบัติธรรม หรือวิปัสสนา พอเจอศัพท์แสง วิธีการต่างๆก็สับสนไปคนละทางสองทาง หรือไม่ก็พาลคิดว่าชีวิตนี้คงเข้าไม่ถึงวิปัสสนาเสียที ได้แต่ฝึกหายใจสมถะกว่าจะผ่านคงอีกนาน (อย่างที่เราเคยคิด) ก็อย่างที่ว่า...ไม่ได้กินเนื้อ แต่ได้ซดนำ้แกงก็ยังดี และรายละเอียดของแต่ละวันที่เล่ามาก็ไม่เหมือนกัน มันก็ทำให้เราได้สัมผัสจิตใจตัวเอง... ถ้าจะมีอะไรแปลกๆให้คิดเล่นในครั้งนี้ก็คงเป็นข้อสงสัยว่า ตัวอะไรมากัดมือบวมทีเดียวสองข้างในวันแรกๆนะ...คิดไปก็คิดมา...บางคนอาจบอกว่า กรรมเก่าเขามาทวงคืน...ก็ไม่รู้สินะ อาจเป็นไปได้ ถ้าเป็นไปได้ หวังว่าการปฏิบัติครั้งนี้จะช่วยอโหสิกรรมใครต่อใครได้บ้าง....
|
|