Start again,start w. quite common mind
เสียงทุ้มนุ่มหูของชายชราดังก้องอยู่ในโสตประสาท
สหธรรมิกในห้องนี้คงกำลังลากจูงจิตใจตัวเองให้เป็น common mind อยู่
ทั้งห้องมีเกือบหกสิบคน กว่าครึ่งเป็นไทย อีกที่เหลือเล็กน้อยมาจากหลากหลายสัญชาติ ผมแดง ผมทอง บางคนดูเป็นนักธุรกิจ
แต่แม่หนูคนนั้นที่มาจากเยอรมันเป็นอาร์ติสเต็มตัว
ทรงผมที่เธอเลือกคือเดรดล็อก
ส่วนหนุ่มน้อยชาวไทยน้ำหนักใกล้ ๆ ร้อยที่แอบมองฉันอยู่บ่อย ๆ
ก็ดูท่าทางเอาจริงเอาจังดี
แต่ะละคนดูแล้ว ก็คง “มีฤทธิ์” ไม่ใช่เล่น
บุคคลิกภายนอกของฉันหลอกตาคนได้เสมอ
เช้านี้ก็เหมือนกัน ท่าทีเยือกเย็นสุขุมนุ่มลึก ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์ระดับปราบเซียน คงไม่รู้ว่า ฉันกำลังโดน ”พายุอารมณ์” โถมเข้าใส่อย่างหนักหน่วง
วันที่หนึ่งสองสามผ่านสบาย เพราะฝึกอาณาปาณสติ เรามี “ลมหายใจ”
เป็นเครื่องมือยิ่งใหญ่ ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์กันซะ
พอวันที่สี่ เริ่มของจริงแฮะ ...แบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว
ห้ามขยับหนึ่งชั่วโมง ตอนเริ่มต้น ไอ้เจ้าอัตตาตัวเดิมก็ทำงาน
ของหมู ๆ เด็ก ๆ สำหรับฉัน
....หารู้ไม่
ครึ่งชั่วโมงแรกผ่านไป........
โอ๊ย ...ที่คอเหมือนมีเข็มแหลม ๆ ตำ แต่ทำไมมันแสบนักเล่า
คงไม่ใช่มดหรอกมั้ง....
เจ็บโคตร เจ็บจริง ๆ ตัวแค่ไหนนี่ คงจะตัวนิดเดียว แต่ทำไมกัดเจ็บนักหนา เอาเถอะไม่เป็นไร อโหสิให้ เจ็บเท่านี้ เดี๋ยวก็หาย
....ฉันเคยยืนทำภาวนา ผึ้งมาตอมทั้งหน้า ฉันก็ยังเฉย....
มดตัวเล็กกว่ารอยแผลเป็นอีก ...ช่างเถอะ...
โอ๊ย...อีกตัวหนึ่งแล้วหรือไง โอเค เอาเถอะ...ฉันยอม ยอม ยอม
....รอยเจ็บจากมดหายไป ไม่รู้สึกใด ๆ หายไปตอนไหนก็ไม่รู้
คราวนี้หัวเข่า หัวเข่าขวาที่ชอบปล่อยให้เป็นอิสระ
เพราะทุกครั้งที่ไปนวด หมอนวดชอบบอกว่าเส้นเข่ามีปัญหา
ก็เลยเอาใจเข่าซะดิบดี (ไม่ใช่เอาใจเขานะ)
เพราะต้องถนอมรักษาให้อยู่ด้วยนาน ๆ แต่ความเจ็บที่มาเยือนนี้
ยากที่จะอธิบาย เพราะความเจ็บของใครก็ของใคร ไม่เหมือนกัน....
ฉันมองเห็นลงไปถึงกระดูก ว่าเจ็บตรงไหน ก็มีเสียงปรุงแต่งลอยมาทันที
............เออ ก็ได้วะ ให้มันตายกองอยู่ตรงนี้แหละ ...............
นี่คือปรุงแต่งด้วยสันดานเก่า ขี้โมโห เอาแต่ใจ แต่ก็ยังไม่หนำใจ...
ทั้งบ่นทั้งว่าหัวเข่า บ่นว่าสังขารตัวเอง บ่นโทษตัวเอง ........
.........รู้อยู่แล้ว เข่าข้างนี้เจ็บกว่าอีกข้าง ทำไมไม่รู้จักนั่งท่าดี ๆ ตั้งแต่เริ่ม ............ฯลฯ สารพัดคำก่นว่าตัวเองเถียงกันไปมาในจิตในความคิด
โอย...นี่มันผ่านไปกี่นาทีแล้ว อาจารย์แกล้งลืมเวลาหรือเปล่า
เจ็บ...เจ็บ เจ็บ ...เห็นความเจ็บมาเป็นริ้ว ๆ ทั้งกระดูกเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ
เนื้อเริ่มกระตุกตรงนั้นตรงนี้ เวลาแม่คลอดลูก ที่เขาว่าเจ็บไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
มันเป็นเช่นนี้หรือเปล่าหนอ
.........โอยยยยย.........เจ็บด้วยชาด้วย ...ไปมันหมดทั้งขา หน้าตาร้อนผ่าว หิวน้ำ เมื่อกี้ทำไมไม่จิบมาอีกสักอึก ปรุงแต่งอีกแล้ว... ร้อน ห้องก็เปิดแอร์เย็นนี่นา มีพัดลมระบายอีก แต่ทำไมเหงื่อเต็มหน้าขนาดนี้ ร้อน ๆ ๆๆๆ หายใจไม่ออก
.........ยังเจ็บอยู่หรือหัวเข่า ฉันอุตส่าห์ไม่สนใจแล้วนะ
โอเค
ยอมแล้วแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เชื่อเถอะ....ฉันพูดคำว่ายอมแล้ว ๆๆๆๆ เป็นล้าน ๆ ครั้งจริง ๆ ตลอดการภาวนา สภาวะของภพชาติ (ซึ่งคงเล่าตรงนี้ไม่ได้) ค่อย ๆมาให้เห็นเป็น
ร้อยพัน ......ถ้าคนที่จิตไม่แข็งจริง อุปาทานจะเกิดขึ้นง่าย ก็จากตรงนี้ ...
แต่เมื่อ เห็น แล้ว วาง รู้แล้ววาง ที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไป
..........................................เมื่อฉัน “ยอม” ศิโรราบทั้งกายทั้งใจ
อดีตที่ผ่านมาร้อยพันภพชาติในสังสารวัฏ
คงไปทำให้ ใคร ๆ เขาเจ็บช้ำกันหนักหนา
.....ยอมแล้ว อโหสิกรรมต่อกันเถิด
.........
อัศจรรย์แท้ ความเจ็บหายไปแล้ว นี่ไง เห็นไหมเล่า ...เวทนาก็ไม่เที่ยง
ปฏิจจะสังขารา....ช่างเอนก....อนันต์นัก...
เสียงสวดมนต์ก้องกังวานเป็นสัญญาณให้รู้ว่าหนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว
ใจและจิตที่เขม็งเกลียวมาเริ่มผ่อนคลาย ลมหายโปร่งเบาเป็นสาย
ถอนจากความกังวลทั้งสิ้นทั้งปวง
ทุกเช้า ฉันมักตื่นก่อนระฆัง
เพราะไก่มาจับจองที่ขันอยู่ตรงหน้าต่างพอดิบพอดี
เข้าห้องน้ำ จัดการธุระส่วนตัว เตรียมกายเตรียมใจ พร้อม
หยิบขวดน้ำ เดินไปห้องภาวนา ....ลากยาวถึงหกโมงครึ่ง
ลงมาทานอาหารเช้า เสร็จก็ขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวใหม่...
คราวนี้แปดโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมง พักทานอาหารกลางวัน...
แล้วเริ่มใหม่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น
.....ลงมาทานน้ำหรือผลไม้รองท้อง....
เริ่มใหม่อีกครั้งหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม นี่คือกิจวัตรประจำวัน
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้
วันนี้เป็นเช้าวันที่ห้าของการภาวนา ลืมบอกไปว่า หลังจากวันที่หนึ่งผ่านไปด้วย ”ปลาทูทอด” ของโปรด มาลอยอยู่ตรงหน้า....และมีอีกหลายเมนูที่ปรุงแต่งต่อไป ทั้ง ๆ ที่อาหารมังสวิรัติที่เขาเตรียมให้ทานเราไว้นั้น รสชาติราวกับมีแม่ครัวจากสวรรค์มาปรุงให้
........ทุกครั้งที่เคี้ยวกลืนแต่ละสำรับ
ฉันก็มีแต่คิด ๆ ๆ ทำไมตอนทำกับข้าวขายฉันไม่ทำอันนี้อันโน่นนะ
....ฮา ๆ....ฉัน ๆๆๆๆๆๆ ฉันก็ยังทำเป็นเก่งอยู่นั่นเอง
.......คนอื่นไม่รู้หรอก ฉันปรุงแต่งตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เป็นคนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุง มาอย่างไรก็กินอย่างนั้น
หากแต่ทุกครั้งที่เข้าแถวตักอาหาร
ปกติก็ว่าตัวเองไม่ใช่คนตะกละ แต่ไหงเผลอกลืนน้ำลายอย่าง
น่าเกลียดออกมาบ่อย ๆ โชคดีที่รู้ตัวอยู่ทุกครั้ง...........
ไอ้เรื่องกลืนน้ำลาย นี่ก็เรื่องใหญ่ของฉันตลอดการภาวนานี้เลยล่ะ
ไว้จะเขียนตอนต่อไปแล้วกัน ถ้าไม่ลืมเสียก่อน สัญญาไม่เที่ยง... 5555
......เสียงจาน เสียงช้อน เสียงเรอ เสียงเคี้ยว เอ๊ะ..ยายคนนี้ทำไมกินเร็วจัง ทำไมคนนั้นเดินไปล้างจานแล้วล่ะ ...สายตาที่พยายามควบคุมไม่ให้ไปประสานกับผู้ใด ก็เผลออยู่บ่อย ๆ จนใกล้ ๆ วันสุดท้ายต้องปั้นหน้า “หยิ่ง”เต็มที่ ไม่มองใครเลย
...ยังมิวาย ใจก็ยังเผลอคิด หน้าฉัน โค-ตะ-ระ ดุ ขึ้นชื่อ คงไม่วาย โดนมองและมีผู้อื่นมีมโนกรรมกับเราเป็นแน่แท้
....ดู ดู้ ดู ดู มันทำ ดูใจช่างทำกับฉันได้
โอเค...กลับมาเล่าต่อ
โดยกายภาพ ทุกครั้งที่นั่งลงบนที่ภาวนา
หลังตรงตั้งฉากดูขึงขังน่าเกรงขาม แต่น้อยครั้งที่ฉันจะนั่งได้นาน ๆ
ในท่าดอกบัว เคยลองแล้วหลายครั้งก็ไม่รอด ไม่เกินสิบนาที
เวทนาต้องถามหา อาจเป็นเพราะสรีระ
และไม่ค่อยได้อดทนฝึกนั่งเช่นนั้นมา
ทุกครั้งจึงต้องจบด้วยท่านั่งพับเพียบ (แต่ไม่เรียบร้อย)
เพราะพับเพียบขาของฉัน ก็ยังคล้าย ๆผู้ชายพับเพียบ
คือ เข่าแยกห่างจากกันให้ได้มุมที่แขนและมืองสองจะวางพักไว้ที่เหนือเข่าได้นานๆ ...แต่ต้องยึดมั่นในสัจจะว่าตลอดการภาวนาขาขวาที่เป็นอิสระกว่าขาซ้ายนั้น จะไม่แอบยืดหดนิ้วเท้า ...ให้รู้สึกหายเมื่อยบ้าง
เอาล่ะ...วันนี้ท่าทางเวทนาจะน้อย (ปรุงแต่งไปแล้ว) เพราะตัวเบา ใจเบา เดินเหินคล่องตัวไม่ติดขัด
เออหนอ....หลังจากที่ฉันยอม ๆ ๆๆ แล้ว วันนี้ช่างโล่งโปร่งสบายดีแท้
สบายใจจริง จิตเบา ตัวเบาเป็นอย่างนี้เอง ............ทำไมมันสบายเกินไป โอ๊ย คิดอีกแล้ว เจ็บก็คิด สบายก็คิด ...นี่ไง มนุษย์ ขนาดเขาให้ปิดผัสสะทางตา ไม่ให้ไปเกิดความคิดปรุงแต่งจากรูปที่เห็น ....ไอ้เจ้า จิตใจที่ช่างโลดโผนว่องไวนักต่อการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองและผู้คนประดามี ก็ยังทำงานไม่รู้จักหยุดหย่อน ....ใจเอย...ไม่เหนื่อยบ้างหรือไรเล่า
กลืนน้ำลายอีกแล้ว ทำไมเสียงดังน่าเกลียดอย่างนี้ น้องคนสวยที่นั่งข้าง ๆ เขาจะรู้สึกยังไงนี่.....โอเค เดี๋ยวนั่งชั่วโมงหน้า เราเลื่อนเบาะออกมาดีกว่าจะได้ไม่ไปกวนชาวบ้าน ...ฯลฯ ...ความคิดกังวล “แค่เรื่องกลืนน้ำลาย” ของฉันเล่นงานซะเกือบจะวันที่เจ็ดที่แปด ถึงได้หลุดว่า ช่างเถอะ ใครจะได้ยินก็ช่าง
...นี่ยังไม่นับท้องร้อง ลมขึ้น ลมป่วง สารพัด
และมีวันหนึ่งทำสงครามล้างภพชาติกับอนุสัยเรื่องโทสะ
ถึงได้รู้ว่าโกรธจนลมออกหู ของแท้ ๆ นี่เป็นยังไง
สารพัดเรื่องที่จะคิดไป ปรุงไป
มิหนำซ้ำยังเอาเข้ามาปรุงกับวิชาโหราที่ภาคภูมิใจหนักหนาว่า
ไอ้อาการทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้านั้นเป็นเพราะดาวดวงนั้นดวงนี้
เออ เป็นประเภทมีช่องไหนให้คิดได้ คิดหมด ............
..................โล่ง...ตัดความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ ซะที
จนมาถึงวันสุดท้ายที่เขาให้พูดกันได้ ไปขอโทษน้องคนสวยว่าที่พี่เลื่อนเบาะออกมานั้น มิได้รังเกียจน้องหรือผู้ใด แต่พี่กลืนน้ำลายเสียงดัง กลัวน้องเสียสมาธิ .......
คนงามตาหวานตอบกลับมา
“หนูไม่ได้ยินอะไรเลยพี่”......
กลับมาที่ส้มสามผลที่จั่วไพ่เอาไว้บรรทัดต้น เหตุเพราะมีชั่วโมงหนึ่ง ส้มสามผลลอยมา สีสวยกว่าส้มสายน้ำผึ้ง ด้วยความช่างจินตนาเกินก็หลงคิดไปว่ามีผู้ใดให้รางวัล....กว่าจะคิดออก ซึ่งก็ไม่รู้ถูกหรือผิด ช่างเถอะ อะไรที่เป็นสาม ๆๆ มีตั้งมากมาย แต่วันนั้นได้สภาวะอุเบกขาที่เบาสบาย ไม่ถือโกรธ ไม่ถือโทษ ไม่รำคาญ ใครปิดประตูห้องน้ำเสียงดัง ใครเข้าห้องน้ำ แล้วไม่เช็ดให้แห้งดี ฯลฯ ทุกอย่างมีแต่คำว่า “ช่างเถอะ”
จนเดินกลับมาถึงที่พัก พิจารณา ส้มสามผล ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกอย่างจะเกิดได้ต้องมีพละ ๕ ศรัทธา วิริยะ ขันติ สมาธิ ปัญญา ..........อุเบกขา จึงจะเกิดอย่างพอดี ๆ ๆๆ
เอนกายลงพัก...น้ำตาค่อย ๆ ไหล เป็นน้ำตาแห่งปิติ และเย็นใจ
ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง เป็นเช่นนี้เอง.....มันเป็นเช่นนั้นเอง