ดึกแล้ว ...ผู้คนบนถนนเริ่มบางตา
ความมืดทำให้บรรยากาศรอบข้างฉันดูไม่ค่อยน่าโสภาสักเท่าไหร่
ผู้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ฉันมีท่าทีกระวนกระวาย เพราะผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว รถเมล์คันที่เธอรอยังไม่มา
...ชายแก่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมหลังคู้โก่งงอคุ้ยถังขยะอยู่ไม่ไกล
ใครจะเป็นยังไง ดึกแค่ไหน รถจะมาหรือยังไม่มา ชีวิตใคร ๆ จะเป็นยังไง
ลุงคงไม่รู้สึกถือสาหรือเป็นธุระด้วย
ฉันแอบสังเกตผู้คนไปเรื่อย เพราะรถที่ฉันยังรอก็ยังไม่มา
........................................
“นี่ ฉันได้ข่าวว่าเธอเป็นร่างทรงไปแล้วเหรอ”
“...............”
“อะไรนะพี่” ฉันอุทานเสียงลั่น
หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเดินมาจากทางไหนฉันไม่ทันเห็น
แต่คำถามช็อกอารมณ์และความคิดแบบนี้ทำให้ต้องตั้งสติ
พี่สาวคนนี้รู้จักกันมานาน ฉันเดินทางและย้ายบ้านไปหลายแห่ง
เราได้เจอะเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว
แต่วันนี้ .......
ไม่ทันได้ตั้งใจ ตั้งสติว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้แถวป้ายรถเมล์ตอนเกือบเที่ยงคืน
ฉันมองหน้าพี่ แล้วแอบคิดในใจ .อะไรกันนักกันหนานะ.
“พี่ได้ข่าวมาว่า เธอไปอยู่ที่นั่นแล้วตั้งตัวเปิดบ้านเป็นตำหนัก เป็นสำนักทรงไปแล้ว”
“เฮ้อ พี่ หน้าเราแขกซะยังงี้ ไปที่ไหนก็มีคนทักทั้งนั้นแหละ ไปที่ไหนใครก็ว่าหน้าเหมือนชายาพระศิวะทั้งนั้นแหละ เออ แต่ก็ดีนะ ในรูปท่านสวยแบบดุ ๆ แสดงว่าเราสวยสิ จริงมั้ย ดีเหมือนกัน” ฉันยิ้มกว้าง ต่อปากต่อคำ
แต่พี่สาวยืนฟังหน้าดุ ๆ เค้นจะเอาความจริงให้ได้
“โอเค..จะเล่าให้ฟังนะ บ้านเราสมัยเด็ก ๆ นะเราอยู่ภูเก็ต เกิดที่นั่น
แถมพ่อเราก็เพื่อนเยอะ สนใจไปซะทุกอย่าง เพื่อนบ้านเราเป็นซิกข์เยอะมากนะ ทั้งถนนเลย ตอนเช้าเราไปถวายเพลที่วัดไม่ไกลจากบ้าน เราเป็นลูกรัก อ้อนพ่อไปวัดนี้บ่อย ๆ เพราะคิดถึงค่าง เต่าและกระจงที่เคยเลี้ยง
ดังนั้นเช้าวันอาทิตย์เราก็ไปวัดพุทธ บ่ายไปวัดซิกข์ เพราะชอบกินขนมแขก และชอบฟังเพลงสวด เครื่องดนตรีเขาคลาสสิคดี
ค่ำกลับมาแถวบ้านมีตำหนักทรงของคนจีน มีม้าทรงของแท้ แบบที่เวลากินเจเขาต้องเอาเหล็กหลาวแทงเข้าปากน่ะ เราก็ชอบไปดู ไปให้เข้าโบกธงปัดรังควาน กินน้ำมนต์ที่เผากระดาษเขียนฮู้ใส่ลงไป หน้ากินเจ เราก็เคร่งครัด ปฏิบัติตามธรรมเนียม ชอบมากเวลาได้ยินเสียงประทัดดังลั่นไปทั้งเมือง
โตขึ้นมาชอบเรียนรู้ศาสตร์รักษาโรค ไปที่ศูนย์โยเร เพ่งแสงได้ด้วยนะเออ
แล้วเรามีเพื่อนเป็นคริสต์ ก็ขอตามไปโบสถ์ด้วยอยากเห็น
สุเหร่าก็ชอบ และยิ่งชอบมากก็เวลาที่เขามาแข่งกันอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในทีวี
เรานั่งฟังได้ทั้งคืน ไม่ต้องหลับนอน
แล้วไอ้การที่เรามีรูปเคารพเป็นเทพฮินดูเพียงองค์เดียวนี่
ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าสำนัก มีองค์ ไปแล้วหรือ อะไรจะเป็นกันได้ง่ายปานนั้น
โอ้ ไม่อยากจะเชื่อ”
“ก็ฉันได้ยินมาอย่างนั้นนี่”
........................................
ฉันจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นบทสนทนาจบลงอย่างไร แต่การถูกทักเช่นนี้ก็ยังมีอยู่เป็นระยะและเรื่องข้างต้นนี้ก็ผ่านไปเป็นสิบปีแล้ว
...................................................
หากแต่ไม่นานนี้ เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งโทรฯ มาเล่าให้ฟังเรื่องประสบการณ์การไปดูหมอจากคนที่บอกว่าตัวเองมีองค์ ทำให้ฉันต้องมานั่งคิดเขียนเรื่องนี้อีกรอบ
“เขาสั่งให้หนูไป.......................” น้องเล่าเสียงสนุกสนานเบิกบาน ว่าเธอไม่ชอบใจคำทำนายของร่างทรงคนนั้น เลยมีการขู่กระซิบข้างหู ไม่อนุญาตให้ร่างทรงหรือญาณใด ๆ ที่มาแฝงอยู่นั้นมีอิทธิพลเหนือชีวิตเธอ ไม่งั้นเธอจะเอาถึงตาย
...ฉันหัวเราะร่วนแต่แอบหวั่นลึก ๆ ว่าเธอทำจริงแน่ ถ้ามีใครมาทำให้เธอไม่มีความสุขในชีวิตอีก เล่าจบเธอถามฉันว่าพี่ ๆ เคยเจอเรื่องแบบนี้มั้ย
ฉันตอบไปตามประสบการณ์ที่เคยพบมา เล่าย้อนไปถึงว่าสมัยก่อนที่ฉันเริ่มเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้ สารภาพว่ามีบ้างที่แสดงกิริยาในเชิงที่มีมิจฉาทิฐิออกไป
และทุกวันนี้บนหิ้งพระ ก็ยังมีรูปเคารพของเทพฮินดูสุดหล่อตั้งอยู่ เมื่อก่อนที่ยังไม่เรียนรู้เรื่องดวงดาว
หลายครั้งหลายหนที่บางเรื่องฉันไม่รู้จะพูดกับใคร ก็ต้องมานั่งอยู่หน้าหิ้งพระ
แล้วก็บ่น ๆ ๆ ให้ท่านฟัง บ่นเสร็จ มองขึนไปที่หิ้ง เห็นรอยยิ้มน้อยใจดีที่ไม่เคยจางหายไปไหน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ฉันมานั่งซึบซับภูมิปัญญาจากรูปเคารพของท่านได้
เมื่อไม่นาน ท่านเป็นยอดแห่งผู้รักษาตบะ ยกตัวอย่างอีกก็ได้ อันว่าหนุมานผู้เชี่ยวชาญการศึกนั้นก็ได้รับยกย่องให้เป็นยอดแห่งผู้ที่ซื่อสัตย์จงรักภักดี
ภูมิปัญญาเหล่านี้แฝงไว้ในลัทธิความเชื่อความรู้โบราณมากมาย
แต่เรามิเคยได้มาคิดพิจารณากันให้ลึกซึ้ง
หากแต่กลับบ่นว่ามากมายว่ามีแต่ความงมงาย ไม่ทันสมัย
การได้เพ่งมองรูปเคารพไม่ว่าจะมาจากสำนักชาติพันธุ์ใด ก็ไม่ต่างกันกับช่วงเวลาที่ฉันไปนั่งเพ่งมองพระศรีศากยมุนีที่วัดสุทัศน์ รอยพระสรวลในพระพักตร์อันเป็นตัวแทนองค์พระศาสดาก็ทำให้ฉันสงบใจลงได้อยู่เสมอ ทุกที่ทุกแห่งทุกรูปนาม แฝงไว้ด้วย “ปัญญา”
ศาสตร์แห่งการทำนายทายทัก อีกทั้งความรู้โบราณนานาล้วนมีสารพัดข้อห้ามต่าง ๆ จนทุกวันนี้ ต้องบอกว่า....จำไม่ได้แล้ว คร้านจะจำ หากแต่ต้องรู้ เพื่อเข้าใจ นำไปใช้ได้ให้ถูกกาละเทศะ
เพราะสำหรับฉันตอนนี้ยิ่งจำ ยิ่งยึดถือ วางไม่ได้ ก็ย่อม ไปไม่ถึงไหน
อดีตคนในชีวิตฉัน(เอาเรื่องเขามาหากินอีกแล้ว (ฮา) ) มีกฎเกณฑ์ร้อยพันที่หนุ่มสาว
ยุคใหม่ ถ้าได้รู้คง...พูดไม่ออก บางคนอาจจะคิดเอาไปถ่ายทำรายการสารคดี ประเภท taboo ได้ แต่อันที่จริงต้องขอบคุณเขา ที่ทำให้ฉันเรียนรู้การ “วาง” จาก “ความยึดมั่นถือมั่น” อย่างแรง
ฉันบอกน้องที่ไปขู่ร่างทรง กำชับให้ไม่ต้องทำตามนั้น แต่ให้กลับมานั่งทบทวน ใช้ปัญญาไตร่ตรองว่าชีวิตเธอ อะไรบ้างที่ยังขาดอยู่
ส่วนไหนที่ไม่ดีดั่งใจปรารถนาก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจและยอมรับให้ได้
ข้อไหนเด่นก็ใช้จุดนั้น “ให้ดี” เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน แก่สังคม
ชีวิตทุกคนไม่ได้ดีสมบูรณ์พร้อม
หากแต่เมื่อรู้จุดอ่อนจุดแข็งในชีวิตแล้วนำมาปรับใช้ได้ต่างหาก
จึงจะเรียกว่า ได้ใช้ปัญญา สมกับที่เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าแท้ ๆ
ไม่ใช่เป็นพุทธแค่ในทะเบียนบ้านหรือตามบัตรประชาชน
ฉันนั่งอธิบายถึงความหมายของดวงดาวอันเป็นเหตุแห่งกรรมในแผนที่ชีวิตเธอไปยืดยาว เธอรับคำขอบคุณและพร้อมจะลองไปปฏิบัติดู
เมื่อวานเย็น ได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาวที่ยังไม่เคยพบหน้า
“พี่คะ พี่ดูดวงแล้วมีวิธีแก้มั้ยคะ” ฉันยิ้มฝากสายลมให้เธอไป แล้วก็ตั้งต้นอธิบายอีก "น้องคะ โหราศาสตร์มีวิธีแก้ให้แน่นอน แต่พี่จะไม่สั่ง ๆๆๆ ให้น้องไปแก้ ใช้เงินเป็นพันเป็นหมื่น โดยที่น้องไม่เข้าใจชีวิตตัวเอง พี่ไม่ได้เก่งกว่าใคร แต่การอ่านดวงของพี่ เพื่อจะให้น้องเข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้น ทุกข์น้อยลง อยากได้แบบนี้หรือเปล่าละคะ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เชิญได้ทุกเวลา แต่ถ้าต้องการให้พี่ “ไปมีอำนาจเหนือ”ชีวิตน้อง น้องต้องคิดใหม่ พี่อาจจะไม่ใช่หมอที่น้องต้องการก็ได้ ฉันสาธยายชีวิตบางด้านให้เธอฟังไปอีกพักใหญ่ เธอถามกลับประโยคสุดท้ายก่อนจะขอตัววางสายไป
“พี่คะ พี่มีองค์หรือเปล่า”
“..............”