Blog Entryส้มสามผลAug 6, '08 1:06 AM
for everyone

Start again,start w. quite common mind

เสียงทุ้มนุ่มหูของชายชราดังก้องอยู่ในโสตประสาท

สหธรรมิกในห้องนี้คงกำลังลากจูงจิตใจตัวเองให้เป็น common mind  อยู่

ทั้งห้องมีเกือบหกสิบคน กว่าครึ่งเป็นไทย อีกที่เหลือเล็กน้อยมาจากหลากหลายสัญชาติ ผมแดง ผมทอง บางคนดูเป็นนักธุรกิจ

แต่แม่หนูคนนั้นที่มาจากเยอรมันเป็นอาร์ติสเต็มตัว

ทรงผมที่เธอเลือกคือเดรดล็อก

ส่วนหนุ่มน้อยชาวไทยน้ำหนักใกล้ ๆ ร้อยที่แอบมองฉันอยู่บ่อย ๆ

ก็ดูท่าทางเอาจริงเอาจังดี

แต่ะละคนดูแล้ว ก็คง มีฤทธิ์ ไม่ใช่เล่น

บุคคลิกภายนอกของฉันหลอกตาคนได้เสมอ

เช้านี้ก็เหมือนกัน ท่าทีเยือกเย็นสุขุมนุ่มลึก ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์ระดับปราบเซียน คงไม่รู้ว่า ฉันกำลังโดนพายุอารมณ์ โถมเข้าใส่อย่างหนักหน่วง

วันที่หนึ่งสองสามผ่านสบาย เพราะฝึกอาณาปาณสติ เรามี ลมหายใจ

เป็นเครื่องมือยิ่งใหญ่ ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์กันซะ

พอวันที่สี่ เริ่มของจริงแฮะ ...แบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว

ห้ามขยับหนึ่งชั่วโมง ตอนเริ่มต้น ไอ้เจ้าอัตตาตัวเดิมก็ทำงาน

ของหมู ๆ เด็ก ๆ สำหรับฉัน

....หารู้ไม่

ครึ่งชั่วโมงแรกผ่านไป........

โอ๊ย ...ที่คอเหมือนมีเข็มแหลม ๆ ตำ แต่ทำไมมันแสบนักเล่า

คงไม่ใช่มดหรอกมั้ง....

เจ็บโคตร เจ็บจริง ๆ ตัวแค่ไหนนี่ คงจะตัวนิดเดียว แต่ทำไมกัดเจ็บนักหนา เอาเถอะไม่เป็นไร อโหสิให้ เจ็บเท่านี้ เดี๋ยวก็หาย

....ฉันเคยยืนทำภาวนา ผึ้งมาตอมทั้งหน้า ฉันก็ยังเฉย....

มดตัวเล็กกว่ารอยแผลเป็นอีก ...ช่างเถอะ...

โอ๊ย...อีกตัวหนึ่งแล้วหรือไง โอเค เอาเถอะ...ฉันยอม ยอม ยอม

....รอยเจ็บจากมดหายไป ไม่รู้สึกใด ๆ หายไปตอนไหนก็ไม่รู้

คราวนี้หัวเข่า  หัวเข่าขวาที่ชอบปล่อยให้เป็นอิสระ

เพราะทุกครั้งที่ไปนวด หมอนวดชอบบอกว่าเส้นเข่ามีปัญหา

ก็เลยเอาใจเข่าซะดิบดี (ไม่ใช่เอาใจเขานะ)

เพราะต้องถนอมรักษาให้อยู่ด้วยนาน ๆ  แต่ความเจ็บที่มาเยือนนี้

ยากที่จะอธิบาย เพราะความเจ็บของใครก็ของใคร ไม่เหมือนกัน....

ฉันมองเห็นลงไปถึงกระดูก ว่าเจ็บตรงไหน ก็มีเสียงปรุงแต่งลอยมาทันที

............เออ ก็ได้วะ ให้มันตายกองอยู่ตรงนี้แหละ ...............

นี่คือปรุงแต่งด้วยสันดานเก่า ขี้โมโห เอาแต่ใจ แต่ก็ยังไม่หนำใจ...

ทั้งบ่นทั้งว่าหัวเข่า บ่นว่าสังขารตัวเอง บ่นโทษตัวเอง ........

.........รู้อยู่แล้ว เข่าข้างนี้เจ็บกว่าอีกข้าง ทำไมไม่รู้จักนั่งท่าดี ๆ ตั้งแต่เริ่ม ............ฯลฯ สารพัดคำก่นว่าตัวเองเถียงกันไปมาในจิตในความคิด

โอย...นี่มันผ่านไปกี่นาทีแล้ว อาจารย์แกล้งลืมเวลาหรือเปล่า

เจ็บ...เจ็บ เจ็บ ...เห็นความเจ็บมาเป็นริ้ว ๆ ทั้งกระดูกเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ

เนื้อเริ่มกระตุกตรงนั้นตรงนี้ เวลาแม่คลอดลูก ที่เขาว่าเจ็บไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย

มันเป็นเช่นนี้หรือเปล่าหนอ

.........โอยยยยย.........เจ็บด้วยชาด้วย ...ไปมันหมดทั้งขา หน้าตาร้อนผ่าว หิวน้ำ เมื่อกี้ทำไมไม่จิบมาอีกสักอึก ปรุงแต่งอีกแล้ว... ร้อน ห้องก็เปิดแอร์เย็นนี่นา มีพัดลมระบายอีก แต่ทำไมเหงื่อเต็มหน้าขนาดนี้ ร้อน ๆ ๆๆๆ หายใจไม่ออก

.........ยังเจ็บอยู่หรือหัวเข่า ฉันอุตส่าห์ไม่สนใจแล้วนะ

โอเค

ยอมแล้วแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เชื่อเถอะ....ฉันพูดคำว่ายอมแล้ว ๆๆๆๆ เป็นล้าน ๆ ครั้งจริง ๆ ตลอดการภาวนา สภาวะของภพชาติ (ซึ่งคงเล่าตรงนี้ไม่ได้) ค่อย ๆมาให้เห็นเป็น

ร้อยพัน ......ถ้าคนที่จิตไม่แข็งจริง อุปาทานจะเกิดขึ้นง่าย ก็จากตรงนี้ ...

แต่เมื่อ เห็น แล้ว วาง รู้แล้ววาง ที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไป

..........................................เมื่อฉัน ยอม ศิโรราบทั้งกายทั้งใจ

อดีตที่ผ่านมาร้อยพันภพชาติในสังสารวัฏ

คงไปทำให้ ใคร ๆ เขาเจ็บช้ำกันหนักหนา

.....ยอมแล้ว อโหสิกรรมต่อกันเถิด

.........

อัศจรรย์แท้ ความเจ็บหายไปแล้ว นี่ไง เห็นไหมเล่า ...เวทนาก็ไม่เที่ยง

ปฏิจจะสังขารา....ช่างเอนก....อนันต์นัก...

เสียงสวดมนต์ก้องกังวานเป็นสัญญาณให้รู้ว่าหนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว

ใจและจิตที่เขม็งเกลียวมาเริ่มผ่อนคลาย ลมหายโปร่งเบาเป็นสาย

ถอนจากความกังวลทั้งสิ้นทั้งปวง

ทุกเช้า ฉันมักตื่นก่อนระฆัง

เพราะไก่มาจับจองที่ขันอยู่ตรงหน้าต่างพอดิบพอดี

เข้าห้องน้ำ จัดการธุระส่วนตัว เตรียมกายเตรียมใจ พร้อม

หยิบขวดน้ำ เดินไปห้องภาวนา ....ลากยาวถึงหกโมงครึ่ง

ลงมาทานอาหารเช้า เสร็จก็ขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวใหม่...

คราวนี้แปดโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมง พักทานอาหารกลางวัน...

แล้วเริ่มใหม่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น

.....ลงมาทานน้ำหรือผลไม้รองท้อง....

เริ่มใหม่อีกครั้งหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม นี่คือกิจวัตรประจำวัน

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้

วันนี้เป็นเช้าวันที่ห้าของการภาวนา ลืมบอกไปว่า หลังจากวันที่หนึ่งผ่านไปด้วย ปลาทูทอด ของโปรด มาลอยอยู่ตรงหน้า....และมีอีกหลายเมนูที่ปรุงแต่งต่อไป ทั้ง ๆ ที่อาหารมังสวิรัติที่เขาเตรียมให้ทานเราไว้นั้น รสชาติราวกับมีแม่ครัวจากสวรรค์มาปรุงให้

........ทุกครั้งที่เคี้ยวกลืนแต่ละสำรับ

ฉันก็มีแต่คิด ๆ  ๆ ทำไมตอนทำกับข้าวขายฉันไม่ทำอันนี้อันโน่นนะ

....ฮา ๆ....ฉัน ๆๆๆๆๆๆ ฉันก็ยังทำเป็นเก่งอยู่นั่นเอง

.......คนอื่นไม่รู้หรอก ฉันปรุงแต่งตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เป็นคนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุง มาอย่างไรก็กินอย่างนั้น

หากแต่ทุกครั้งที่เข้าแถวตักอาหาร

ปกติก็ว่าตัวเองไม่ใช่คนตะกละ แต่ไหงเผลอกลืนน้ำลายอย่าง

น่าเกลียดออกมาบ่อย ๆ โชคดีที่รู้ตัวอยู่ทุกครั้ง...........

ไอ้เรื่องกลืนน้ำลาย นี่ก็เรื่องใหญ่ของฉันตลอดการภาวนานี้เลยล่ะ

ไว้จะเขียนตอนต่อไปแล้วกัน ถ้าไม่ลืมเสียก่อน สัญญาไม่เที่ยง... 5555

......เสียงจาน เสียงช้อน เสียงเรอ เสียงเคี้ยว เอ๊ะ..ยายคนนี้ทำไมกินเร็วจัง ทำไมคนนั้นเดินไปล้างจานแล้วล่ะ ...สายตาที่พยายามควบคุมไม่ให้ไปประสานกับผู้ใด ก็เผลออยู่บ่อย ๆ จนใกล้ ๆ วันสุดท้ายต้องปั้นหน้า หยิ่งเต็มที่ ไม่มองใครเลย

...ยังมิวาย ใจก็ยังเผลอคิด หน้าฉัน โค-ตะ-ระ ดุ ขึ้นชื่อ คงไม่วาย โดนมองและมีผู้อื่นมีมโนกรรมกับเราเป็นแน่แท้

....ดู ดู้ ดู ดู มันทำ ดูใจช่างทำกับฉันได้

โอเค...กลับมาเล่าต่อ

โดยกายภาพ ทุกครั้งที่นั่งลงบนที่ภาวนา

หลังตรงตั้งฉากดูขึงขังน่าเกรงขาม แต่น้อยครั้งที่ฉันจะนั่งได้นาน ๆ

ในท่าดอกบัว เคยลองแล้วหลายครั้งก็ไม่รอด ไม่เกินสิบนาที

เวทนาต้องถามหา อาจเป็นเพราะสรีระ

และไม่ค่อยได้อดทนฝึกนั่งเช่นนั้นมา

ทุกครั้งจึงต้องจบด้วยท่านั่งพับเพียบ (แต่ไม่เรียบร้อย)

เพราะพับเพียบขาของฉัน ก็ยังคล้าย ๆผู้ชายพับเพียบ

คือ เข่าแยกห่างจากกันให้ได้มุมที่แขนและมืองสองจะวางพักไว้ที่เหนือเข่าได้นานๆ ...แต่ต้องยึดมั่นในสัจจะว่าตลอดการภาวนาขาขวาที่เป็นอิสระกว่าขาซ้ายนั้น จะไม่แอบยืดหดนิ้วเท้า ...ให้รู้สึกหายเมื่อยบ้าง

เอาล่ะ...วันนี้ท่าทางเวทนาจะน้อย (ปรุงแต่งไปแล้ว) เพราะตัวเบา ใจเบา เดินเหินคล่องตัวไม่ติดขัด

เออหนอ....หลังจากที่ฉันยอม ๆ ๆๆ แล้ว วันนี้ช่างโล่งโปร่งสบายดีแท้

สบายใจจริง จิตเบา ตัวเบาเป็นอย่างนี้เอง ............ทำไมมันสบายเกินไป โอ๊ย คิดอีกแล้ว เจ็บก็คิด สบายก็คิด ...นี่ไง มนุษย์ ขนาดเขาให้ปิดผัสสะทางตา ไม่ให้ไปเกิดความคิดปรุงแต่งจากรูปที่เห็น ....ไอ้เจ้า จิตใจที่ช่างโลดโผนว่องไวนักต่อการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองและผู้คนประดามี ก็ยังทำงานไม่รู้จักหยุดหย่อน ....ใจเอย...ไม่เหนื่อยบ้างหรือไรเล่า

กลืนน้ำลายอีกแล้ว ทำไมเสียงดังน่าเกลียดอย่างนี้ น้องคนสวยที่นั่งข้าง ๆ เขาจะรู้สึกยังไงนี่.....โอเค เดี๋ยวนั่งชั่วโมงหน้า เราเลื่อนเบาะออกมาดีกว่าจะได้ไม่ไปกวนชาวบ้าน ...ฯลฯ ...ความคิดกังวล แค่เรื่องกลืนน้ำลาย ของฉันเล่นงานซะเกือบจะวันที่เจ็ดที่แปด ถึงได้หลุดว่า ช่างเถอะ ใครจะได้ยินก็ช่าง

...นี่ยังไม่นับท้องร้อง ลมขึ้น ลมป่วง สารพัด

และมีวันหนึ่งทำสงครามล้างภพชาติกับอนุสัยเรื่องโทสะ

 ถึงได้รู้ว่าโกรธจนลมออกหู ของแท้ ๆ นี่เป็นยังไง

สารพัดเรื่องที่จะคิดไป ปรุงไป

มิหนำซ้ำยังเอาเข้ามาปรุงกับวิชาโหราที่ภาคภูมิใจหนักหนาว่า

ไอ้อาการทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้านั้นเป็นเพราะดาวดวงนั้นดวงนี้

เออ เป็นประเภทมีช่องไหนให้คิดได้ คิดหมด ............

..................โล่ง...ตัดความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ ซะที

จนมาถึงวันสุดท้ายที่เขาให้พูดกันได้ ไปขอโทษน้องคนสวยว่าที่พี่เลื่อนเบาะออกมานั้น มิได้รังเกียจน้องหรือผู้ใด แต่พี่กลืนน้ำลายเสียงดัง กลัวน้องเสียสมาธิ .......

คนงามตาหวานตอบกลับมา

หนูไม่ได้ยินอะไรเลยพี่......

กลับมาที่ส้มสามผลที่จั่วไพ่เอาไว้บรรทัดต้น เหตุเพราะมีชั่วโมงหนึ่ง ส้มสามผลลอยมา สีสวยกว่าส้มสายน้ำผึ้ง ด้วยความช่างจินตนาเกินก็หลงคิดไปว่ามีผู้ใดให้รางวัล....กว่าจะคิดออก ซึ่งก็ไม่รู้ถูกหรือผิด ช่างเถอะ อะไรที่เป็นสาม ๆๆ มีตั้งมากมาย แต่วันนั้นได้สภาวะอุเบกขาที่เบาสบาย ไม่ถือโกรธ ไม่ถือโทษ ไม่รำคาญ ใครปิดประตูห้องน้ำเสียงดัง ใครเข้าห้องน้ำ แล้วไม่เช็ดให้แห้งดี ฯลฯ ทุกอย่างมีแต่คำว่า ช่างเถอะ

จนเดินกลับมาถึงที่พัก พิจารณา ส้มสามผล ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกอย่างจะเกิดได้ต้องมีพละ ๕ ศรัทธา วิริยะ ขันติ สมาธิ ปัญญา ..........อุเบกขา จึงจะเกิดอย่างพอดี ๆ ๆๆ

เอนกายลงพัก...น้ำตาค่อย ๆ ไหล เป็นน้ำตาแห่งปิติ และเย็นใจ

ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง เป็นเช่นนี้เอง.....มันเป็นเช่นนั้นเอง


Blog Entryดาวดีดาวร้ายJul 15, '08 11:02 PM
for everyone

ชีวิตคนหมุนวนตามแรงกรรมดีร้ายสลับกันไป

ดวงดาวทั้งหลายที่อยู่ในแผนที่ชีวิตของแต่ละคน

จะถูกวิเคราะห์ความน่าจะเป็นออกมา

เพื่อให้เห็นและเข้าใจว่า

ที่สุดแล้วความจริงของโลกนั้น

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร

ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ยึดถือเป็นตัวเป็นตนมิได้เลย

ชะตากำเนิดของผู้ใด หากแม้นมีดาวเด่นและอยู่ในตำแหน่งที่ดีเลิศ

ครั้นเมื่อดาวอื่น ๆ จรไปสัมพันธ์ และส่งผลในทางลบ

ก็ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายเดือดร้อนใจอย่างไม่ต้องสงสัย

หนักแรง มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นไปตามบุญทำกรรมแต่ง

ที่คนโบราณว่าไว้โดยแท้

หากมิได้หมั่นฝึกฝนอบรมตนให้เห็นและเข้าใจว่า

ธรรมดา โลกคืออะไร

มิได้ใช้หลักธรรมและสัมมาทิฐิมาทำความเข้าใจต่อชีวิต

ก็ย่อมเป็น ธรรมดา ที่ต้องสร้างปัจจุบันกรรม ที่ควรจะดีให้กลับไปอีกทาง

บางคนใช้ความชาญฉลาดในสติปัญญาที่มีมา

ไปทำร้ายผู้อื่นในนามของความปรารถนาดี

กระทำไปด้วยความไม่เข้าใจผู้อื่น

ยิ่งฉลาด ยิ่งยึดถือ

แบกไว้มั่น วางไม่ได้

 ติดหลงอยู่ในกับดักความฉลาดของตัวเอง

เคยเห็นดาวของบางคนที่มีดาวดี เด่น ดัง อยู่หลายดวง

ครั้นจะจับทำสิ่งไร ก็ต้องเลิศเป็นหนึ่ง ไม่มียอมเป็นสองรองใคร

แต่กลับทำให้จริตนิสัยกลายเป็นว่า ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา

และไม่อาจยอมรับว่า เมื่อถึงช่วงเวลาที่ดาวอ่อนแรง

ไม่เอื้ออวยให้ชีวิตประสบความสำเร็จอย่างที่ผ่านมา

หนำซ้ำมิได้ใช้ปัญญามองโลกตามความเป็นจริง

ก็ย่อมอยู่ในอาการตีอกชกหัว

บ่นพร่ำหาแพะมาบูชายัญอารมณ์ไม่ได้ดั่งใจของตัวให้ได้

บางผู้บางคนเกิดมาในวันเวลาที่ดวงดาวโคจรอยู่ในตำแหน่งที่ร้าย

หากแต่มีโอกาสได้รู้ว่าแผนที่ชีวิตของตนนั้น

ว่ามีจุดอ่อนจากกรรมที่ตกแต่งมาในข้อใด

แต่กลับไม่ใช้ชีวิตไปตามยถา

หากแต่มีหลักยึดมั่นในใจ ให้หมั่นทำแต่ความดีไว้

เพียรพยามไม่กระทำกรรมหนัก

เพื่อไปหนุนดาวที่อ่อนด้อย ให้ยิ่งด้อยแรงขึ้นไปอีก

แต่ทำความดีด้วยความเข้าใจว่าเหตุแห่งกรรมนั้นมีผลจริง

ทำความดีด้วยหวังวันหนึ่งข้างหน้า แรงแห่งกรรมดีนั้นย่อมส่งผล

และไม่คาดหวังสิ่งใดที่เลิศเลอ ย่อมได้รับสิ่งดีสำเร็จได้ดังใจ

วิชาที่อ่านและวิเคราะห์ ความน่าจะเป็น นี้ อันที่จริงเป็นวิชาลัด

หากคนได้รู้และเข้าใจเหตุแห่งชีวิต เหตุแห่งกรรมได้ถูกต้องแล้วไซร้

การเดินตาม ทางสายเอก แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ย่อมมิใช่เรื่องยากเหนือบ่ากว่าแรง

หรือต้องรอว่า ให้ชาติหน้าตอนสาย ๆ ค่อยเดินไป

อย่ารออีกเลย

................................................

ทำได้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทันที

ในทุกสาย...ของลมหายใจ


Blog EntryเบิกบานโดยพลันJul 9, '08 4:43 AM
for everyone

อย่าคิดว่าจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ ให้ได้รับฟังตลอดเวลา”

ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก หลังจากวางสายโทรศัพท์กับสหายธรรมท่านหนึ่งไป วันนี้ฉันได้รับโทรศัพท์เรื่องยุ่ง ๆ (ถ้าภาษาใต้ เขาจะใช้คำว่า ตั้งแต่หัวรุ่งหรือหัวเช้า)

หลายเรื่องเป็นเพราะความที่ชอบถอดรองเท้าเดิน

แล้วก็เอาเท้าออกไป...หาเรื่องยุ่งอยู่บ่อย ๆ 

อันว่าในหลาย ๆ เรื่องนั้น อันที่จริงก็ไม่ใช่ เรื่อง ที่ฉันต้องรับรู้ มิพักต้องเอ่ยว่าในขณะนั้น ๆ ฉันไม่ได้ทำหน้าที่หมอดู  ไม่ต้องใช้วิชาโหราใด ๆ

 แค่ใช้ วิชาฟัง ก็เยอะเรื่องอยู่

ถ้าเป็นเมื่อก่อนยิ่งหนัก เคยมีเธอผู้หนึ่ง โทรฯ มาเพื่อจะเล่าเรื่องความทุกข์ความลับของ(คนอื่น ๆที่เธอไปทำตัวสนิทสนมไว้ทั่วเมือง)

ให้ฉันฟังทุก  ๆ แปดโมงเช้าของทุกวัน

ขอสารภาพว่า มีหลายหนที่ฉันต้องแอบคิดว่า นี่เธอกำลังบำบัดตัวเอง

ด้วยการพูดถึงความทุกข์ขมขื่นของผู้อื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกทุกข์น้อยลงหรือไงกัน.....

...ช่างเถอะ ทุกวันนี้ฉันและเธอแยกย้ายเส้นทางชีวิต ...ไม่ต้องฟังแล้ว

การทำงานในหน้าที่ของหมอดู นักพยากรณ์ นักโหราศาสตร์

โดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีนักจิตวิทยาจบการศึกษามาตามแบบแผนวิธีการนั้น

นับว่าน้อยมากจนแทบจะนับตัวได้

...นี่เป็นเหตุให้คนไทยต้องพึ่งหมอดู

แต่ทุกวันนี้อย่าว่าแต่คนไทยเลยค่ะ

ลองเปิดเวปไซต์ดูได้ มีทุกที่ทั่วโลก

เวปของคนตะวันตกที่ว่าเลอเลิศในอารยธรรม และเป็นวิทยาศาสตร์

ไม่งมงายเหมือนคนบ้านเรานั้น

.... บางแห่งบางที่มีทั้งขู่ทั้งปลอบ

ลดแลกแจกแถมเรื่องสะเดาะเคราะห์ โชคชะตากันเต็มที่

ไม่มีอะไรต่าง...คน...ที่ไหนก็เหมือนกัน

เพื่อนฉันคนหนึ่งบอกมาว่า เธออย่าคิดมาก

ฉันก็ไม่ชอบอาชีพโน้น อาชีพนี้ตามประสา

ที่สุด...ฉันอยากบอกดัง ๆ อีกที ทุกอาชีพล้วนมีคุณค่าในตัวเอง

มนุษย์ต่างเล่นบทบาทสมมตินั้นได้เนียนแท้แค่ไหน

ก็อยู่ที่ศีล และการใช้ปัญญา

ขอย้อนกลับมาเรื่องอาชีพหมอดู ที่ต้องใช้การฟังเป็นหลัก

จุดเด่น ๆ ที่ต้องผู้ที่ประกอบสัมมาชีพนี้ต้องผ่านให้ได้คือ

 รู้จักฟัง และ ฟังให้เป็น

ฟังแล้วต้องรู้จักเลือกเก็บ เลือกทิ้ง

ข้อมูลไหนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็เก็บไว้ในลิ้นชักสำรองยามฉุกเฉิน

เผื่อมีผู้ที่ต้องการข้อมูลอ้างอิง ก็จะได้หยิบใช้ได้ถูกที่ถูกเวลา

ข้อมูลบางอย่างที่ล้นเกิน อาจต้องหาเทคนิคพิเศษ

 ใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสณ ขณะที่ทำหน้าที่ฟังก็ย่อมได้

ผู้ใดที่เป็น(หมอดู)  แล้วไม่เคยใช้โปรแกรมนี้เลย

ลองใช้ดูนะคะ มีประโยชน์มาก

เพื่อนหลายคนบอกว่า ฉันไม่ทำหรอก อาชีพอย่างเธอ

วัน ๆ นั่งฟังแต่เรื่องทุกข์ของชาวบ้าน

แน่นอนค่ะ

ฉันเอง...ในฐานะมนุษย์ปุถุชน ในบางครั้งก็ย่อมรู้สึกว่าเรื่องทุกข์เหล่านั้น

เป็นข้อมูลที่รู้สึก ล้นเกิน

แต่หลายครั้งหลายหนทีเดียว ที่ได้หยิบใช้สิ่งล้นเกินนั้นเอามา

รีไซเคิลใหม่ เป็นของคุณภาพที่นึกไม่ถึง

ทุก ๆ ครั้งที่มีโทรศัพท์ อย่าคิดว่าจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ ให้ได้รับฟังตลอดเวลา”

ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในห้วงสำนึกอีกครั้ง

สายแล้ว ฉันลองกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนธรรมผู้หนึ่ง ด้วยต้องการคำปรึกษาเรื่องงานบางอย่าง เธอไม่รับสาย แต่กลับโทรฯ กลับมาว่า พี่ ๆ กำลังจะให้พรพอดี

 อ้าว เหรอ งั้นพี่รอรับพรเลยแล้วกัน” ฉันดีใจ รีบตอบกลับไปนึกในใจ โชคดีจัง

ชยันโต โพธิยา มูเล......................................................

เสียงหลวงตานี่นา ตัวปิติเกิด ทำงานเต็มที่

พลังแห่งเสียงสวดมนต์นั้นส่งคลื่นมาแรงกระทั่งกายสังขารต้องทำหน้าที่

น้ำตารื้นด้วยความความอิ่มใจ

และโดยฉับพลัน ท่านั่งสบายเอกเขนกกลับเตรียมพร้อมสำรวม

ประดุจอยู่ต่อหน้าผู้ทรงศีล  

หลวงตาให้พรสั้น ๆ กระชับ ได้ใจ ถึงใจ

ฉันวางสายหลังจากขอบอกขอบใจเพื่อนและอนุโมทนา

กระแสบุญ กระแสจิตที่บริสุทธิ์ เป็นเช่นนี้เอง

....ปัจจังตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ

ทุก ๆ ครั้งที่มีโทรศัพท์ อย่าคิดว่าจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ ให้ได้รับฟังตลอดเวลา”

ถ้ามี ก็กดปุ่ม แอนตี้ไวรัส ระวังใจ ไม่ส่งจิตออก ไหลตาม...ก็เท่านั้น

แต่ขนาดว่าหลัง ๆ นี้ใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ได้บ่อยและทันเวลา

ทันเหตุการณ์มากขึ้นแล้ว ก็ยังไม่วายที่เจ้าความเครียดย่อมเล็ดลอดไปสะสม

อยู่โดยไม่ทันรู้ตัว

ล่าสุด ฉันลากสังขารตัวเองไปให้หมอนวดเขาได้ทำหน้าที่บ้าง

ขณะที่ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน ให้หมอนวดผู้นี้ทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่

 

หมอนวดวินิจฉัยอาการต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่กับร่างกายฉัน

หมอนวดซึ่งก็รู้ว่าฉันมีอาชีพที่ชาวบ้านเขาเรียกง่าย ๆ ว่าหมอดู

ก็ไม่รีรอที่จะบอกฉันว่า

 พี่ครับ พี่อย่าเครียดมากนะครับ

 บอกคนอื่นให้ปล่อยวาง บอกตัวเองด้วยนะครับ

...............

ขอบคุณหมอนวดใจดี ที่ทำให้ฉันยิ่งตระหนักถึง การทำหน้าที่

ให้ถูกต้องตามกาละเทศะ

อันเป็นผลให้จิตและกายฉัน เบิกบานโดยพลัน ในเย็นวันนั้น


 

ดึกแล้ว ...ผู้คนบนถนนเริ่มบางตา

ความมืดทำให้บรรยากาศรอบข้างฉันดูไม่ค่อยน่าโสภาสักเท่าไหร่

ผู้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ฉันมีท่าทีกระวนกระวาย เพราะผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว รถเมล์คันที่เธอรอยังไม่มา

...ชายแก่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมหลังคู้โก่งงอคุ้ยถังขยะอยู่ไม่ไกล

ใครจะเป็นยังไง ดึกแค่ไหน รถจะมาหรือยังไม่มา  ชีวิตใคร ๆ จะเป็นยังไง

ลุงคงไม่รู้สึกถือสาหรือเป็นธุระด้วย

ฉันแอบสังเกตผู้คนไปเรื่อย  เพราะรถที่ฉันยังรอก็ยังไม่มา

........................................

 

นี่ ฉันได้ข่าวว่าเธอเป็นร่างทรงไปแล้วเหรอ

...............

อะไรนะพี่ ฉันอุทานเสียงลั่น

 

หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเดินมาจากทางไหนฉันไม่ทันเห็น

แต่คำถามช็อกอารมณ์และความคิดแบบนี้ทำให้ต้องตั้งสติ

พี่สาวคนนี้รู้จักกันมานาน ฉันเดินทางและย้ายบ้านไปหลายแห่ง

เราได้เจอะเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว 

แต่วันนี้ .......

ไม่ทันได้ตั้งใจ ตั้งสติว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้แถวป้ายรถเมล์ตอนเกือบเที่ยงคืน

 

ฉันมองหน้าพี่ แล้วแอบคิดในใจ .อะไรกันนักกันหนานะ.

พี่ได้ข่าวมาว่า เธอไปอยู่ที่นั่นแล้วตั้งตัวเปิดบ้านเป็นตำหนัก เป็นสำนักทรงไปแล้ว

เฮ้อ พี่ หน้าเราแขกซะยังงี้ ไปที่ไหนก็มีคนทักทั้งนั้นแหละ ไปที่ไหนใครก็ว่าหน้าเหมือนชายาพระศิวะทั้งนั้นแหละ เออ แต่ก็ดีนะ ในรูปท่านสวยแบบดุ ๆ แสดงว่าเราสวยสิ จริงมั้ย ดีเหมือนกัน ฉันยิ้มกว้าง ต่อปากต่อคำ

แต่พี่สาวยืนฟังหน้าดุ ๆ เค้นจะเอาความจริงให้ได้

 

โอเค..จะเล่าให้ฟังนะ  บ้านเราสมัยเด็ก ๆ นะเราอยู่ภูเก็ต เกิดที่นั่น 

แถมพ่อเราก็เพื่อนเยอะ สนใจไปซะทุกอย่าง เพื่อนบ้านเราเป็นซิกข์เยอะมากนะ ทั้งถนนเลย ตอนเช้าเราไปถวายเพลที่วัดไม่ไกลจากบ้าน เราเป็นลูกรัก อ้อนพ่อไปวัดนี้บ่อย ๆ เพราะคิดถึงค่าง เต่าและกระจงที่เคยเลี้ยง

ดังนั้นเช้าวันอาทิตย์เราก็ไปวัดพุทธ บ่ายไปวัดซิกข์ เพราะชอบกินขนมแขก และชอบฟังเพลงสวด เครื่องดนตรีเขาคลาสสิคดี

ค่ำกลับมาแถวบ้านมีตำหนักทรงของคนจีน มีม้าทรงของแท้ แบบที่เวลากินเจเขาต้องเอาเหล็กหลาวแทงเข้าปากน่ะ  เราก็ชอบไปดู ไปให้เข้าโบกธงปัดรังควาน กินน้ำมนต์ที่เผากระดาษเขียนฮู้ใส่ลงไป หน้ากินเจ เราก็เคร่งครัด ปฏิบัติตามธรรมเนียม ชอบมากเวลาได้ยินเสียงประทัดดังลั่นไปทั้งเมือง 

โตขึ้นมาชอบเรียนรู้ศาสตร์รักษาโรค ไปที่ศูนย์โยเร เพ่งแสงได้ด้วยนะเออ

แล้วเรามีเพื่อนเป็นคริสต์ ก็ขอตามไปโบสถ์ด้วยอยากเห็น

สุเหร่าก็ชอบ และยิ่งชอบมากก็เวลาที่เขามาแข่งกันอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในทีวี  

เรานั่งฟังได้ทั้งคืน ไม่ต้องหลับนอน

แล้วไอ้การที่เรามีรูปเคารพเป็นเทพฮินดูเพียงองค์เดียวนี่

ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าสำนัก มีองค์ ไปแล้วหรือ อะไรจะเป็นกันได้ง่ายปานนั้น

โอ้ ไม่อยากจะเชื่อ

ก็ฉันได้ยินมาอย่างนั้นนี่

........................................

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นบทสนทนาจบลงอย่างไร แต่การถูกทักเช่นนี้ก็ยังมีอยู่เป็นระยะและเรื่องข้างต้นนี้ก็ผ่านไปเป็นสิบปีแล้ว

...................................................

หากแต่ไม่นานนี้ เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งโทรฯ มาเล่าให้ฟังเรื่องประสบการณ์การไปดูหมอจากคนที่บอกว่าตัวเองมีองค์ ทำให้ฉันต้องมานั่งคิดเขียนเรื่องนี้อีกรอบ

 

เขาสั่งให้หนูไป....................... น้องเล่าเสียงสนุกสนานเบิกบาน ว่าเธอไม่ชอบใจคำทำนายของร่างทรงคนนั้น เลยมีการขู่กระซิบข้างหู ไม่อนุญาตให้ร่างทรงหรือญาณใด ๆ ที่มาแฝงอยู่นั้นมีอิทธิพลเหนือชีวิตเธอ ไม่งั้นเธอจะเอาถึงตาย

...ฉันหัวเราะร่วนแต่แอบหวั่นลึก ๆ ว่าเธอทำจริงแน่ ถ้ามีใครมาทำให้เธอไม่มีความสุขในชีวิตอีก เล่าจบเธอถามฉันว่าพี่ ๆ เคยเจอเรื่องแบบนี้มั้ย <